CottoN Live in UK EP 7: BICEP Trip 2015… From Island to the Continent (Belgium)…

Hi!!!

ไม่ได้อัพบล็อกมาเนิ่นนาน วันนี้ครบรอบ 2 ปีที่เดินทางจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปสู่เมืองผู้ดี จนตอนนี้กลับมาซบอกเจ้าพระยาแล้ว เรียกว่ากลับบ้านมาแล้วนั่นเอง จริงๆ ก็คิดอยู่นานว่าจะอัพเรื่องอะไรดี อะไรบ้างที่ควรเปิดเผยสู่สาธารณะชน 555 สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่า เรื่องนี้น่าจะหยิบยกมาเล่า มีความเป็นวิชาการบ้างอะไรบ้าง หลังจากที่บล็อกก่อนหน้าพาไปเที่ยวซะเยอะ อิอิ 🙂

บอกก่อนว่าสาขาที่เราไปเรียนคือ International Public Policy, Regulation and Competition ซึ่ง U ที่เราไปเรียนนั้น ในส่วนของสาขาเรา และสาขาอื่นที่อยู่ภายใต้ PSI (Political, Social and International Study School) ซึ่งจะมี Study Trip ประจำปีที่เรียกว่า BICEP Trip (Brussels: International Careers and Employability Programme) เป็นอะไรที่ดีงาม และคุ้มค่ามากๆ ที่ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมทริปนี้ โดยการคัดเลือก เค้าก็จะเวียนสอบถามความสนใจ และเราเองก็ต้องเรียนอยุ่ในสาขา/วิชาที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะจัดสรรให้นักศึกษาปริญญาโทก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับเรานั้น เราอยู่ในข่ายทั้งหมด 555 เมื่อสมัครไป ก็เลยได้ไปร่วมทริป ^^

ต่อไปนี้เราจะเล่าถึงการเดินทางตลอด 5 วันจากเกาะอังกฤษไปสู่ทวีปยุโรป และการผจญภัยในเมืองที่เต็มไปด้วย European Union (EU) ไม่ว่าจะหันซ้าย แลขวา เดินตรงไปข้างหน้า หรือกลับหลังหัน ทุกๆ ที่จะเต็มไปด้วย EU ไม่ว่าจะเป็นธง สัญลักษณ์ที่ติดตามอาคารต่างๆ แม้กระทั่งทะเบียนรถยนต์ จะว่าไปสัญลักษณ์ EU ก็เยอะพอๆ กับช็อกโกแลต และเบียร์ที่วางขายในเมืองเลย อ๊ะ อ๊ะ เขียนมาถึงตรงนี้ เพิ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้บอกเลยนี่นาว่าไปเมืองไหน คริคริคริ เป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้คือ กรุง Brussels ประเทศ Belgium ศูนย์กลางของสหภาพยุโรปนั่นเอง (ที่มีข่าวโดนวางระเบิดกลางเมืองไปไม่นานนี่เอง นั่นแล… )

เอาเป็นว่ามาเริ่มการเดินทางกันเลยดีกว่าเนอะ! (พูดเองเออเองตลอดอ่ะ)

DAY 1 : ขึ้นเฟอร์รี่ข้ามเกาะ ไปขึ้นฝั่งที่เมืองน้ำหอมแล้วไปย้อนดูสนามรบและเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ Ypres, Belgium

IMG_5799

ออกเดินทางจาก U ด้วยรถโค้ชแต่เช้าตรู่ เพื่อไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปขึ้นทวีปที่ฝรั่งเศส เป็นการขึ้นเฟอร์รี่แบบจริงจังครั้งแรก ทุกคนก็แยกย้ายใช้เวลาส่วนตัวของตัวเอง เพราะเรือใช้เวลาเดินทางราวๆ เกือบชั่วโมงเห็นจะได้ แน่นอนว่ากิจกรรมแรกที่เราเลือกทำคือ หาของกิน เพราะตั้งแต่เช้าจนถึงเกือบเที่ยงที่ขึ้นเรือนั้น มีเพียงขนมปังและนมเท่านั้นที่ตกถึงท้อง เพราะฉะนั้นมื้อเที่ยงเลยจัดเต็มด้วยเซ็ท Fish & Chips อาหารประจำเกาะอังกฤษ (ที่หลายๆคนไม่ถูกจริตสักเท่าไหร่ ส่วนเราหรอ ชอบมากกกกกกกกกก) หลังจากเรียบร้อยกับอาหารแล้ว เรากับเพื่อนๆ ก็เดินหามุมถ่ายรูป ซึ่งวิวก็ ทะเล ท้องฟ้า ทะเล ท้องฟ้า มีอยู่เท่านั้นล่ะ ก็อยุ่กลางทะเลนี่นา เอ้อ ลืมบอกไป เราเป็นชนชาติไทยคนเดียวในทริปนี้นะ เพราะสาขาและคณะที่เราเรียนในรุ่นเราไม่มีเด็กไทยเลยจ้าาาา งานนี้ฉายเดี่ยวเต็มๆ ฟุตฟิตฟอไฟสปีกอิงลิชแบบ 24 ชม. จะมีหยุดก็ตอนหลับ 555

จากนั้นก็มาต่อด้วยนรถโค้ชคันเดิมที่โดยสารเรือเฟอร์รี่มาด้วยกัน จาก Calias, France มุ่งหน้าสู่ Ypres, Belgium และสถานที่แรกที่เราไปกันก็คือ…. “Hill 62” ซึ่งเป็น Battle Field ของทหารอังกฤษ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเค้าก็มีการจำลองพวกหลุมหลบภัย ทางเดินใต้ดิน และมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บซากอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในสมัยนั้นเอาไว้

IMG_5854

 

สถานที่ต่อมาคือ “The Centenary of the First World War in Western Europe” เป็นสุสานของทหารที่เสียชีวิตในสนามรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และในบริเวณนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงอัตชีวประวัติของทหารรายสำคัญๆ ที่เสียชีวิตในสงครามด้วย แต่ที่รู้สึกหดหู่ใจที่สุด คือ จดหมายสุดท้ายของทหารหลายๆ นายที่เสียชีวิตในสนามรบที่พวกเขาเขียนถึงครอบครัว และคนรัก แม้ว่าลายมือจะเป็นภาษาอังกฤษหวัดๆ และเริ่มจะเลือนลางไปตามกาลเวลาบ้างแล้ว แต่ก็พอจะอ่านจับใจความต่างๆ ได้ เราแค่มีความรู้สึกว่า

“…สงครามไม่เคยให้ผลดี… ไม่ว่าจะฝ่ายรุกราน หรือฝ่ายป้องกัน ต่างก็สูญเสีย ต่างก็เจ็บปวด เราสรรเสริญผู้กล้าหาญ ผู้เสียสละ แต่…จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะอยู่ร่วมโลกใบเล็กๆใบนี้ด้วยความสงบสุข ปราศจากการสูญเสียอันโหดร้าย ผู้ที่จากไปได้รับการยกย่อง แต่ผู้ที่มีชีวิตอยู่ แม้จะภูมิใจ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขายังคงเจ็บปวดจากการพรากจากในครั้งนั้น
…ทำไมต้องโหยหาอำนาจ ทำไมต้องใช้กำลัง และสุดท้ายทำไมต้องตัดสินกันด้วยสงคราม…”

 IMG_5873

สถานที่สุดท้ายของวัน คือ ” Last Post” เป็นโถงทางเดินที่มีการสร้างเป็นสัญลักษณ์ หรืออนุสาวรีย์สักอย่างที่อยู่ในเมือง ทุกๆ ค่ำคืน ผู้คนจะมารวมกันที่นี่ เพื่อร่วมกันสดุดีต่อทหารกล้าที่เสียชีวิตในสงคราม มีการทำพิธีต่างๆ ในแบบทหาร (คนเยอะมากจนมองไม่เห็น 555 )

IMG_5895

 DAY 2 : จาก Ypres มุ่งหน้าสู่ Brussels ศูนย์กลางของ European Union เราจะไปซับพลังของ EU กันละนะ ฟิ้ววววว

IMG_5903

 

IMG_5909

สถานที่แรกที่มุ่งหน้าไปทันทีที่มาถึง Brussels คือ “EU Parliament ” แอร๊… อยากจิบอกว่ามีเงินเป็นล้านมาเที่ยวยุโรปแกก็ไม่มีสิทธิ์เข้านะฮะที่นี่น่ะ ดีงามที่สุด คือกว่าจะได้เข้าไปข้างในอาคาร ย้ำว่าแค่ประตูหน้าตึกนี่ก็ตรวจกันแบบ จะต้องให้หนูแก้ผ้าเลยไหม (ไม่ดีมั้งงงงงงง 55) เริ่มตรวจตั้งแต่รายชื่อที่ส่งมากับ U ตอนที่แจ้งว่าจะเข้าไปทัศนศึกษาละนะ พอเสร็จจากนั้น สัมภาระทุกอย่าง เสื้อสูท (นี่แต่งตัว Smart Casual ตลอดทริปอ่ะค่ะ เพราะแต่ละที่ที่ไปนี่ ต้องเคารพสถานที่อย่างมาก) ต้องถูกถอดออก และเข้าเครื่องสแกน (เหมือนที่สนามบินนั่นล่ะ) แล้วก็เอาตัวกลมๆ ผ่านประตูสแกนเข้าไป พอผ่านไปถึงปุบ จะมีขุ่นพี่ฝรั่งขอตรวจพาสปอร์ต และก็เป็นอย่างที่เราคิดไว้ จ้องหน้าตรูอีกละ _*_ โปรดเข้าใจด้วยค่ะว่า… รูปในพาสปอร์ตมันค่อนข้างแย่ค่ะ ฮุ่ยยย เอาละ เม้ามอยหอยกาบมาหลายบรรทัดละ พอผ่านทุกอย่างมาได้ ได้เข้าไปข้างใน ก็มีคุณฝรั่งหน้าหล่อ สมาร์ท เท่ห์ ในชุดสูทที่ดูดีโฮกกกกก (อยากจะขอทำงานที่นั่นกันเลยทีเดียว) เป็นวิทยากรบรรยายให้เราฟัง จะบอกว่า ที่นี่มีความพีค พีค พีคมาก พีคสุด ภัทรศยาค่อดๆ คือ วินาทีที่เขาเปิดประตูให้ชาวคณะเราเข้าไปในนั้นคือแบบ ดีงาม อลังการ ขนลุก คือนี่คือสภาของสหภาพยุโรป ตัวแทนแต่ละประเทศจะมานั่งประชุมกันในนี้ วิทยากรรูปหล่อก็บรรยายไปว่า ในห้องกระจกรอบๆ สภานั้น มีคนที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาเป็นภาษถิ่นกว่า 26 ภาษา อื้อหือ นี่สินะ International (Regional) Organization แล้วเขาก็พาเราไปเข้าห้องบรรยายอีกห้อง เล่าถึงกลไกการทำงาน วัตถุประสงค์ และอะไรก็ตามที่ EU ทำ ต่างๆ นานา หมดไปครึ่งวันกับการซับพลัง EU ณ ที่แห่งนี้ แล้วเราก็ออกไปหาของกิน ก่อนที่เขาจะพาไปยังสถานที่ต่อไป อ้อ ลืมบอกไปว่า ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง U ออกให้ประมาณ 80% อีก 10% เราจ่ายเอง และ อีก 10% เป็นค่าอาหารในแต่ละมื้อที่เราต้องรับผิดชอบตัวเอง และตลอดทริปเราก็อยู่กะแก๊งกิน เที่ยว ชาวจีน และบราซิลจ้า รูมเมทเราเป็นบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่น น่ารัก และเก่งมากๆ การคุยกะนางเป็นอะไรที่ทำให้เราได้ความรู้สุดๆ

สถานที่ต่อมาคือ “UK/EU representative” ไปนั่งฟังบรรยายการทำงานในฐานะตัวเแทนของประเทศ (อังกฤษและเครื่อสหราชอาณาจักร) แต่กว่าจะเข้าไปที่นี่ได้ก็ต้องผ่านการตรวจตราของพี่ทหารรรรรร สองนาย ที่หน้าโหดมากกก เป็นการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด คือจะบอกว่าถ้าเดินไปแล้วเจอพี่ทหารตามตึกไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะในอาณาบริเวณนั้นของเมือง จะเต็มไปด้วยองค์กรและหน่วยงานที่สำคัญๆ ของ EU ทั้งนั้น

และวันนี้ปิดท้าย ด้วย “UEA in Brussels” เป็นสำนักงานของ U ฮะ เราก็หม่ำมื้อเย็นกันที่นี่ พอดีว่าสำนักงานสาขาตัวแทนของ U เพิ่งเปิดที่นี่ในปีที่เราไปเรียน ที่ผ่านมาคือมีแค่เจ้าหน้าที่ที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในองค์การต่างๆ ของทางฝั่งยุโรป และศิษย์เก่าของ U ที่จะเป็น connection ให้กับน้องๆ ต่อไป ตอนนี้มีสำนักงานถาวร และเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว >>> https://www.uea.ac.uk/ppl/brussels เราก็แอบโฆษณาให้ U ไปอย่างเนียนๆ

Day 3: Digitaleurope // NATO Parliamentary // UNRIC

ก็เป็นองค์การต่างๆ ที่ทำงานเป็น Partner ให้กับทาง EU และองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานเพื่อสังคมโลก หลักๆ เลย คือ Keeping peace in the world การที่ได้รู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ขาดโอกาส และรอคนที่จะมอบโอกาสให้ ซึ่งเราโชคดีแค่ไหนที่ได้รับโอกาสดีดี บางทีแล้วเราก็ควรจะทำอะไรเพื่อคนอื่น ให้โอกาสคนอื่นเท่าที่เราจะทำไหวบ้าง

Day 4: เขตทหารของสหภาพยุโรปและเนโต้ ไม่สามารถพกอะไรเข้าไปได้นอกจากร่างอันอ้วนกลม สิ่งที่จำได้แม่นเลย วิทยากรบอกว่า พวกเราก็เห็นแล้วว่าโลกในปัจจุบันนี้มันวุ่นวายและสับสนแค่ไหน พลังของคนรุ่นใหม่จะช่วยแก้ปัญหา และสร้างโลกใบนี้ที่พวกเขาจะต้องเติบโตต่อไป 🙂 ซึ่งก็จะลิ้งไปถึงเรื่องราวของวันสุดท้ายที่ Brussels

Day 5: ONE // SALTO-YOUTH // European Youth Forum

 

IMG_6165

ที่นี่มีองค์กรอิสระที่ดำเนินการโดยคนรุ่นใหม่ และองค์กรที่สนับสนุนโครงการที่บริหารจัดการและดำเนินการโดยคนรุ่นใหม่ พวกเขาเชื่อว่าผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า เหมาะที่จะเป็นผู้แนะนำ และสนับสนุน ส่วนเยาวชนเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด และความคิดแบบใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนโลกใบเดิมๆ ให้เป็นโลกใบใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม (แอบเสียดายว่าอายุเกินจะเป็นเยาวชนมาไกลมากจริงๆ)

หมดเรื่องวิชาการละ เราจะมาเข้าเรื่องเที่ยวละนะ อิอิ

แน่นอนว่ามา Brussels ทั้งที่ จะไม่ไปหาหนูน้อยเมเนเก้นพีส์ ชักภาพงามๆ ที่ กรองด์ปลาซ (Grand Palace) ได้อย่างไร และเมิ่อเรามีเป้าหมาย เราก็เริ่มเดินทางไปหาจุดหมายยย เริ่มจาก Grand Palace เราก็เริ่มเดินตามแผนที่ที่เพื่อนจีนหามา แล้วเราสองคนก็เดินกันไปเรื่อยๆ ผ่านสถานที่ต่างๆ สวยๆ ทังนั้น มีเดินผ่านสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่าง Library ของเมืองกับ Arts Museum ตอนที่เดินผ่านฟ้ายังสว่างเลยรู่สึกเฉยๆ แต่มองจากตรงนี้มองเห็นยอด Grand Palace ไกลๆ เลยมุ่งมั่นตั้งใจเดินผ่านตลาดเข้าไปจนเจอ 5555 สวยงามมมมมม แต่คนเยอะมาก ประมาณล้านแปด หามุมที่ถ่ายรูปแลัวจะไม่ติดคนไม่ได้เลย เหอๆ เมื่อถ่ายภาพกะ Grand Palace จนพอใจแล้ว ก็ไปทำภาระกิจต่อไปคือการตามหา เมเนเก้นพีส์ ถามคนมาตามรายทาง ทุกคนพูดเหมือนกันว่า… เดี๋ยวก็เจอ ที่คนมุงเยอะๆ ใช่เลย ตรงมุมถนนข้างหน้านั้น คนมุงเยอะมากกกกกก เราก็หา ไหนล่ะ หนูน้อยยืนฉี่ คุณพระ!!! เป็นรูปปั้นตัวเล็กๆ อยู่ตรงมุมถนน บอกเลยถ้าไม่มีคนมุง ก็ไม่เห็นค่ะ _*_ นางตัวเล็กมากจริงๆ นอกจากที่นี่แล้ววันไหนที่มีเวลาเราก็เดินเล่นรอบๆ เมือง มีสถานที่สวยงามอยู่หลายจุด บางที่เดินผ่านก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร 555

IMG_6082

IMG_6039

แน่นอนว่า… เรื่องวิชาการก็แล้ว เรื่องเที่ยวก็แล้ว เหลือเรื่องสุดท้ายละ เรื่องกิน!!!

มีความดีงามของอาหารการกิน แต่ที่จะพูดถึงคือ ของกินลือชื่อของเบลเยี่ยม >>> เบียร์! ช็อกโกแลต! และ วาฟเฟิล! ด้วยความที่ไม่ใช่สายแอล เพราะฉะนั้น รายการแรกตัดไป 55  มาถึงสองรายการหลัง เริ่มที่วาฟเฟิลก่อนเลย ง่ายๆ เลยไม่ต้องไปหาร้านให้วุ่นวาย ร้านเล็กๆ เต็มไปหมด วาฟเฟิล ชิ้นละ 1 ยูโร + ค่าทอปปิ้งตามใจชอบ วันแรกจัดไปด้วยวิปครีมและสตรอเบอรี่ ดีงามมากกกกก อร่อย 😉 วันที่สองเลยเลือกกินแบบเพลนๆ แทน ก็อร่อยอยู่  ส่วนเรื่องของช็อกโกแลตนั้น มีร้านช็อกโกแลตโฮมเมดมากมายทั่วไป มีทุกซอย โดยเฉพาะรอบๆ กรองปลาซ สามารเลือกชม ชิม ช้อปได้ตามสบายเลย ^^

IMG_6027

IMG_6063

IMG_6069

เป็น 5 วันที่อิ่ม อิ่มมากจริงๆ อิ่มใจ อิ่มความรู้ อิ่มท้อง 55 แม้ว่าจะเป็น 5 วันที่อยู่แต่ในบรัสเซลล์ก็ตาม…

IMG_6076

 

ก็ขอปิดทริปนอกสหราชอาณาจักรครั้งแรกแต่เพียงเท่านี้ ส่วน EP หน้าจะเเป็นเรื่องอะไรนั้น ยังไม่ได้คิดฮะ รอติดตามต่อไป อิอิ ^__^

– By 100% CottoN –

 

Advertisements

เรื่องรักจากคนรอบตัว EP 6 : “Flowers…Love…and Meaning”

เรื่องรักจากคนรอบตัว : เมื่อคนโสดอยากเขียนเรื่องความรัก จึงเป็นที่มาของ บทความซีรี่ย์ เรื่องราวความรักจากคนรอบตัวของผู้เขียน ถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ของความรัก จากความรักหลากหลายรูปแบบของคนรอบๆตัวผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จัก เพื่อน พี่ น้อง

EP 6 : “Flowers…Love…And Meaning”

Hello!! วันวาเลนไทน์เวียนมาบรรจบอีกปีละ ^^ ปีที่แล้วเขียนเรื่อง Chocolate กับความรัก ปีนี้ก็อย่างที่จั่วหัวไว้ เป็นเรื่องของความรักกับดอกไม้ 55 และคิดไว้แล้วว่าอาจจะมีคนถามว่า แล้วเป็นเรื่องรักจากคนรอบตัวตรงไหน??? ขอแถแบบเอาสีข้างเข้าถูแบบสุดติ่ง เลือดอาบเลยว่า… เป็นเรื่องรักที่มาจากความรู้รอบตัวมากกว่า 555 (แถแบบไม่อายด้วย) เนื่องจากเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องราวความหมายของดอกไม้จากเพจโน้นเพจนี้ แล้วก็เอามาแชร์ลง FB อยู่บ้าง วันนี้ก็เลยถือโอกาสรวบรวมที่คอตตอนเคยโพสไว้ใน FB ส่วนตัวมาให้อ่านกัน เพลินๆ และเผื่อสำหรับวันข้างหน้าหากจะหาดอกไม้ที่ความหมายดีดีไว้มอบให้ใครอีกด้วย ^___^

 

เราไปเริ่มกันเลยดีกว่า กับดอกไม้ประเภทแรก ดอกไม้ที่ใช้แทนรูปแบบของความรัก >>>

violet

“ดอกไวโอเล็ต”

ความรัก ความรักไม่เคยจำกัดรูปแบบ รักแบบที่ใจเรารักแล้วมีความสุข

lotus

“ดอกบัว”

ความสงบและความบริสุทธิ์ใจ ความรักที่รักด้วยความศรัทธาและชื่นชม

 sunflower

“ดอกทานตะวัน”

รักมั่นคง รักเดียวใจเดียว จงศรัทธาและมั่นคงในรัก ดั่งเช่นทานตะวัน

lilac

“ไลแลค”

วามรักครั้งแรก ไม่ว่ารักแรกจะเป็นอย่างไร มีความสุขหรือเจ็บปวด อย่างไรเสียก็จะอยู่ในใจเราตลอดไป

white rose

“ดอกกุหลาบสีขาว ดอกเดียว”

รักด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งตอบแทน และมั่นคงกับเธอผู้เดียว

Hydrainyear

 “ไฮเดรนเยีย”

ดอกไม้สำหรับความเข้าใจ อย่ามีให้กันเพียงแค่ความรัก ควรมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อชีวิตคู่ที่ยืนยาว

 Narcissus

“ดอกเดฟโฟดิล หรือ นาซิสซัส”

ความรัก มิตรภาพ น้ำใจไมตรี แบบเพื่อนรัก ความเป็นเพื่อน ยั่งยืนที่สุด

สำหรับคอตตอนแล้ว ความรักของคอตตอนคงเหมือนกับดอกไวโอเลต เพราะมีได้ไม่จำกัดรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่ารักแบบไหนที่ใจเราเป็นสุข ^^

แล้วความรักของผู้อ่านละคะ เป็นแบบไหนกัน??

ต่อมาจะขอพูดถึง ดอกไม้ประเภทที่ใช้แทนความรู้สึกของผู้ให้ ส่งถึงผู้รับนะคะ >>>

white lily

 “ดอกลิลลี่ สีขาว”

ความอ่อนหวานที่แสนดี ไม่ต้องมีเทศกาล ไม่ต้องมีวันพิเศษ มีรักให้กันในทุกๆวัน ให้ทุกวันเป็นวันพิเศษที่สวยงาม ก็เพียงพอแล้ว

 Gypsophilla

“ดอกยิปโซฟิลลา”

ความจริงใจ บริสุทธิ์และอ่อนหวาน

Purple tulip 

“ดอกทิวลิปสีม่วง”

ความซื่อสัตย์ หนึ่งความดี ที่มนุษย์ทุกคนต้องมี คือความซื่อสัตย์

 yah

“ดอกหญ้า”

ความอิสระ ความฝัน ใช้ชีวิตอิสระ โบยบินไปตามความฝันของตน คว้าความสำเร็จด้วยสองมือของตนเอง

Freesia

 “ดอกฟรีเซีย”

แทนคำขอโทษ และการให้อภัย บางครั้งเราอาจจะพลาดไป แต่คำว่าอภัย ก็ไม่ได้มีให้กันได้บ่อยๆ จงระมัดระวังการกระทำของตนเองเป็นดีที่สุด

 Galdiolous

“แกลดิโอลัส”

ดอกไม้แห่งคำสัญญา

 Anemone

“อะเนโมเน”

การถูกทอดทิ้ง และสิ้นหวัง

ในชีวิตของคนเราไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ชีวิตก็ควรที่จะมีความหวังต่อไป กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ควรจะมีให้กันเสมอๆ

Bachelor_s_Button

“ดอก Bachelor’s Button” หรือ “ดอกคอร์นฟลาวเวอร์”

ดอกไม้แห่งความหวัง ในทุกๆวันย่อมมีหวังเสมอ ^^

อย่างนี้แล้วเวลาเลือกดอกไม้ให้ใครก็คงจะต้องงพิถีพิถันกันมากขึ้นแล้วนะคะ เพื่อสื่อความรู้สึกที่ดีที่อยากจะบอกให้กับผู้รับ ><

 

และสุดท้าย ที่จะเล่าถึงในวันนี้ คือ ดอกไม้ที่ไม่ได้แทนความรัก หรือความรู้สึก แต่สามารถใช้ในการเปรียบเปรยได้ >>>

 Tissle

“ดอกทิสเซิล”

ดอกไม้ประจำชาติสกอตแลนด์ เป็นเพียงดอกไม้ป่า หรือดอกหญ้า แต่บานเฉพาะช่วงเวลา เปรียบกับผู้หญิง ที่จะงามและเบ่งบานตามเวลาที่เหมาะสม

Tabebuya 

“ตาเบบูญ่า” หรือ “ชมพูพันธุ์ทิพย์”

ดอกไม้ที่ยังคงงดงาม แม้ยามร่วงหล่น เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะคงความงามของตนไว้ ให้เหมือนตาเบบูญ่า

ถ้าเปรียบคอตตอนเป็นดอกไม้ คอตตอนคงเปรียบตัวเองเป็น ทิสเซิล ที่จะเบ่งบานตามเวลาที่เหมาะสม และยังแข็งแกร่งมีเกราะคอยป้องกันตัวเองตลอดเวลา…

แล้วผู้อ่านละคะ เปรียบตัวเองเป็นดอกไม้อะไร อาจจะไม่ใช่ดอกไม้ที่คอตตอนเลือกมาเขียนไว้ในบล็อกนี้ก็ได้ค่ะ

 

สุดท้าย อยากให้ความรักเบ่งบานในใจของทุกคน เฉกเช่นดอกไม้งามที่เบ่งบานอยู่ทั่วไป และแม้ว่าจะร่วงหล่นไปตามกาลเวลา แต่ก็สามารถผลลิบานใหม่ได้อีกครั้ง ^^

 

Love is a miracle that make everything better!

 

– 100% CottoN –

|| 14.02.2016 ||

Credit photo : On pics

Credit information : Anonymous

The Song that make me think positive [1] – The path of love by P’Amp Saowaluck

ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้เนอะ ว่าเจ้าของบล็อกติ่งพี่แอมหนักมาก ถึงมากที่สุด ล่าสุดเพิ่งไปดูคอน Stage Fighter ยังอินอยู่จนถึงตอนนี้ 

อู้ไม่ได้อัพบล็อกมานาน รอบนี้มาในเดือนแห่งความรักกันเลยทีเดียว 555 เอาน่า เดือนแห่งความรัก ก็ต้องโพสเพลงรักๆ เสียหน่อย

ว่ากันไปว่าเราเป็นคนโสด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะโสดตลอดไป จริงป่ะ

ก็คงต้องตามหา และรอคอยคนคนนั้น ขอแค่เราเชื่อใน “ทางเดินแห่งรัก” ก็เท่านั้น ^_^

 

The path of love – ทางเดินแห่งรัก >>Click<<

 

[SF] Imperfect Couple

SF : Imperfect Couple

Author : 100%CottoN

Rate : G

Type : Ramantic Comedy

BGM: เพราะอะไร – ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์

Note: ใจจริงอยากให้มันออกมาเป็นคอมเมดี้ แต่ไม่รู้จะดีพอหรือเปล่า ฝากไว้ด้วยนะฮะ อาจจะไม่ได้เขียนมาลงอีกพักใหญ่เพราะมีของจริงรออยู่ เรื่องนี้ทั้งแก้บนตัวเอง และลับคมฝีมือการเขียนหน่อยๆ ฮือๆ ฝีมือตกไปเยอะฮะ ><

♥ Imperfect Couple ♥

ในบางความสัมพันธ์ก็ไม่ต้องการคำว่า “สมบูรณ์แบบ”

ไม่ต้องเหมือนเขา หรือเหมือนใคร แค่เป็น “ฉัน” และ “เธอ”

B.E. 2548

รถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลเลี้ยวเข้ามาจอดภายในรั้วบ้านไม้สองชั้นสีขาวที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นจำปีต้นใหญ่ริมรั้วบ้าน หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดกางเกงยีนส์สีซีด กับเสื้อกล้ามสีดำคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กลุ่มผมสีดำสนิทยาวคลอเคลียบ่าพลิ้วไปตามสายลมทันทีที่เจ้าตัวก้าวลงจากรถโฟล์คเต่าคู่ใจ แล้วเดินอ้อมไปยกกีต้าร์ตัวโปรดออกจากกระโปรงท้ายสะพายขึ้นบ่าข้างขวา พร้อมกระชับเป้ที่ไหล่ซ้ายให้เข้าที่ ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านเฉกเช่นทุกวัน แต่ต่างกันตรงที่ในวันนี้นัยน์ตากลมโตที่เคยสดใส กลับแดงกล่ำ และเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย

กรกวี หรือเจ้ากลอน นักแต่งเพลงสาวสวยวัยยี่สิบห้าปีของค่ายเพลงชื่อดัง เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนคนอื่นๆ เนื่องจากมารดาบิดาของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็กๆ แต่เธอก็เชื่อว่าความรักดีๆ ยังมีอยู่จริง เธอมีคนรักที่ดีที่เรียนจบจากสถาบันเดียวกัน ทั้งคู่คบหาดูใจกันมากว่าห้าปี กรกวีไม่เคยคิดว่าชีวิตเธอขาดแคลนอะไร จนกระทั่งวันนี้ วันที่คนรักของเธอบอกกับเธอว่าเขาได้หมั้นหมายกับหญิงสาวอีกคนที่เป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าทั้งคู่กำลังจะเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านกฎหมายเป็นเวลาสองปีที่ต่างประเทศ และเขาต้องการคนรักที่ทำให้เขารู้สึกว่าเหมาะสมและคู่ควรกับว่าที่อัยการในอนาคตเช่นเดียวกัน กรกวีจึงรู้สึกว่าเธอช่างเป็นคนที่ไม่ดีพอสำหรับใครเสียเลย

เจ้ากลอน ทำไมวันนี้กลับมาไวล่ะลูก เห็นบอกแม่ว่าจะแวะทานข้าวข้างนอก ไม่ใช่หรือ?” น้ำเสียงอบอุ่นของผู้เป็นมารดาเอ่ยทักทันทีที่ได้ยินเสียง กรกวี ก้าวขึ้นบันไดหน้าบ้าน

“…” ไร้เสียงตอบรับเช่นทุกที ทำให้ผู้เป็นมารดาต้องเดินออกมาดูลูกสาวด้วยความแปลกใจ ภาพที่เห็นคือลูกสาวของเธอนั่งซุกหน้า กอดเข่าอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน กีต้าร์คู่ใจถูกวางไว้ลวกๆ ข้างกาย

“เจ้ากลอนเป็นอะไรไปลูก” มืออบอุ่นแตะลงบนไหล่ของลูกสาวเบามือ

“แม่คะ แม่… เขาทิ้งกลอนไปแล้ว เขาบอกกว่ากลอนไม่คู่ควรกับเขา ฮึก เขาหมั้นแล้ว เขากำลังจะไปเรียนต่อด้วยกันที่อังกฤษค่ะแม่ ฮือ…” หญิงสาวโผเข้ากอดมารดาโดยทันที ผู้เป็นมารดาได้แต่โอบกอดและลูบแผ่นหลังบางเบาๆ อย่างให้กำลังใจ เธอรู้ดีว่าลูกสาวตั้งความหวัง ทุ่มเทกับความรักครั้งนี้มาก และเชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอยระหว่างเธอกับผู้เป็นบิดาของลูกสาวที่ต้องเลิกรากันไป

“ไม่เป็นไรนะ เจ้ากลอนของแม่เป็นคนน่ารัก เป็นคนดี สักวันก็จะต้องเจอคนที่เหมาะสมนะลูกนะ” ผู้เป็นมารดาได้แต่เอ่ยปลอบลูกสาวอยู่อย่างนั้น

“ไม่จริงหรอกค่ะแม่ ถ้ากลอนเป็นคนดีจริง ทำไมกลอนถึงไม่คู่ควรกับเขาล่ะคะ เพียงเพราะกลอนเป็นนักแต่งเพลง ไม่ได้ทำงานที่มียศถาบรรดาศักดิ์ อย่างนั้นหรอคะ?” เธอเอ่ยทั้งน้ำตา เสียงสะอื้นค่อยๆ ผ่อนคลายลง เหลือไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด และผู้เป็นมารดาก็ไม่สามารถคลายความกังวลได้เลย เธอยอมให้ลูกสาวร้องไห้ฟูมฟายแล้วกลับมาเป็นคนเดิมเสียดีกว่าเก็บความเสียใจไว้กับตัวแบบนี้

เสียงล้อจักรยานดังเอี๊ยดอ๊าดมาตามถนน ก่อนที่จะหยุดลงหน้ารั้วไม้สีน้ำตาล ร่างสูงของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีเอื้อมมือไปดันให้ประตูรั้วปิดออกเพียงหนึ่งคนลอดผ่าน ก่อนจะค่อยๆ จูงจักรยานผ่านเข้าไป ทว่านัยน์ตาคมกลับไปสะดุดเข้ากับหญิงสาวที่กำลังนั่งดีดกีต้าร์โปร่งขับขานทำนองเพลงเศร้าๆ อยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านไม้สีขาวหลังติดกัน เด็กชายยืนมองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งใบหน้าขาวใส นัยน์ตาเรียวรี รับกับผมบ็อบทันสมัยของใครบางคนเข้ามาบดบังภาพนั้นไปจากรัศมีสายตา

“จ้องขนาดนี้ ถ้าเพื่อนพี่เป็นปลากัดมันคงท้องไปแล้วเนี่ย” เสียงใสๆ เอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินเพียงสองคน

“โหยยย เจ้ลินิน จะมาบังทำไมเนี่ย วิวงามๆ หายหมด” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“ฮ่าๆ นี่อย่าบอกนะ ว่าหลงเสน่ห์เจ้ากลอนเข้าแล้วน่ะ เจ้าวิน” เอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปยังบ้านข้างๆ กัน

“เฮ้ย นี่เจ้ลินินรู้จักพี่คนสวยหรอ โหย ไม่แนะนำให้น้องรู้จักบ้างเลยนะ ยัยเจ้” เด็กหนุ่มได้แต่บ่นกับตัวเองอยู่แบบนั้น เพราะพี่สาวคนต้นเรื่องได้ไปปรากฏตัวอยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านข้าง พร้อมกับส่งสายตาล้อเลียนมาให้อย่างสนุกเสียแล้ว

“ยัยนิน มาไม่ให้สุ้มให้เสียง แล้วไปยืนทำท่าประหลาดอะไรอยู่ตรงนั้น” กรกวีที่หางตาเหลือบไปเห็นผู้มาเยือน ก็ละมือออกจากสายกีต้าร์และหันไปให้ความสนใจกับคนที่ยืนทำท่าทางประหลาดอยู่ข้างๆ แทน

“ไม่มีอะไรหรอกเจ้ากลอน นินก็แค่แกล้งเด็กบางคนเล่นๆ น่ะ” เมื่อรู้ตัวว่าเพื่อนสาวเห็นตนแล้ว จึงได้หันกลับมาทรุดนั่งที่เก้าอี้ไม้สีขาวข้างๆ กัน

“เด็ก…เด็กที่ไหน? บ้านแกมีเด็กด้วยหรอ แกเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่เรอะ” กรกวีเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ พลันสายตาก็เบนไปสบเข้ากับนัยน์ตาคมเข้มของเด็กหนุ่มที่ยังคงจับจูงจักรยานยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน กรกวีรู้สึกได้ถึงความหมายที่ส่งผ่านมาจากสายตาคู่นั้น แต่ก่อนที่สมองจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ หญิงสาวก็รีบหันหน้ากลับมาหานิรชา หรือลินิน เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ แทน

“ลูกชายของคุณน้าที่อยู่บ้านสวนที่ใต้น่ะแก เขาย้ายไปทำงานที่เมืองนอกกับสามีฝรั่ง แต่ไม่ใช่พ่อของเจ้าวิน หรอกนะ พ่อเจ้าวินเสียไปหลายปีแล้ว คุณน้าเพิ่งแต่งงานใหม่ก็เลยย้ายตามสามีไป แต่เจ้าวินไม่อยากไป พ่อกับแม่นิน     ก็เลยพาเจ้าวินมาอยู่ด้วยน่ะ ส่วนบ้านสวนก็ปิดทิ้งไว้ก่อน นานๆ ค่อยไปดูเสียครั้งหนึ่ง” เสียงใสๆ ของนิรชาบอกเล่าเรื่องราวของ อนาวิน หรือวิน ลูกพี่ลูกน้องที่บิดามารดาของเธอเพิ่งไปรับมาอุปการะเลี้ยงดูเสียยาวเหยียด จนคนฟังเองก็อดจะหันไปมองเด็กชายอายุสิบห้าที่ริมรั้วอีกครั้งไม่ได้ แต่กลับเหลือเพียงจักรยานโบราณที่จอดพิงรั้วไว้เท่านั้น

“เห็นแม่นิกบอกว่าแกกลับไปทำงานแล้วหรอ” นิรชาเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะมาคุยกับเพื่อนรักทันที

“อื้ม ก็กลับไปทำได้เกือบๆ อาทิตย์หนึ่งแล้ว” กรกวีตอบแต่กลับทอดสายตาไปบนท้องฟ้ากว้างแทน

“แต่แกยังไม่โอเคใช่ไหม? ฉันเป็นเพื่อนแกมาตั้งแต่เกิด ทำไมฉันจะดูไม่ออก” นิรชาดักคออย่างรู้ทัน

“ไม่รู้สิแก พออยู่คนเดียวมันก็คิดถึงเรื่องนั้นตลอดเลย กลอนคิดมาตลอดว่า ถ้ากลอนจะเลือกไปเรียนต่อโทสักสาขาที่ทำให้กลอนได้ทำงานที่จะคู่ควรกับเขา มันคงจะดีกว่านี้ แต่มันก็คงจะสายไปแล้ว”

“แกเอาแต่โทษตัวเองทำไมกัน มันกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว แกก็รู้ อีกอย่างแกจบวารสารศาสตร์ฯ ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะด้อยกว่าใคร ถึงแกจะเป็นนักแต่งเพลง ไม่ใช่งานสายวิชาการ หรืออะไรก็ตาม แต่แกก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีของแกนะ อย่าเอาสิ่งที่ผู้ชายคนเดียวคิด มาตัดสินชีวิตทั้งชีวิตของแกสิ ฉันจะรอวันที่แกกลับมาเข้มแข็ง เป็นกรกวีคนเดิมนะ” นิรชาได้แต่ดึงตัวของเพื่อนรักเข้ามากอดไว้อย่างนั้น เธอรู้ดีว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจของเพื่อนคงยากที่จะรักษาให้หายในเร็ววัน เธอก็ได้แต่หวังว่ากรกวีจะกลับมาเป็นกรกวีคนเดิมในเร็ววัน

Anawin∗ Kornkawee

 

“…คนที่ดีอย่างเขา กับคนที่เลวอย่างฉัน ไม่มีทางจะเหมือนกัน และฉันก็เข้าใจ เธอเลือกคนถูกแล้ว เมื่อฉันมันไม่คู่ควรอะไร และต่างกันราวฟ้ากับดิน…”[1] ภาพของหญิงสาวในชุดคุ้นตาคือกางเกงยีนส์สีซีดขาดๆ กับเสื้อยืดพอดีตัวที่คลุมทับด้วยเชิ้ตยีนส์ เส้นไหมสีดำที่เคยยาวคลอเคลียบ่า บัดนี้ถูกรวบง่ายๆ ไว้ทางด้านหลัง กำลังร้องเพลงของศิลปินดังในช่วงนั้นอยู่บนเวทีของร้านร่วมกับวงดนตรีที่มาแสดงสดในค่ำคืนนี้ของร้านอาหารเพื่อชีวิตที่อยู่ถัดจากปากซอยหมู่บ้านมาไม่ถึงร้อยเมตร อนาวินที่ยืนอิงสะโพกกับเบาะจักรยานได้แต่ส่ายศรีษะอย่างอ่อนใจ นี่ก็คงเป็นอีกคืนที่เขาต้องพากรกวีที่สติไม่เต็มร้อยกลับบ้านในเวลาเกือบเช้าอีกเช่นเคย

“เฮ้ย!! เจ้าวิน มาอยู่ตรงนี้ได้ไงเนี่ย” กรกวีที่เดินออกมาจากร้านเมื่อถึงเวลาร้านปิด ก็พบเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มที่นั่งรออยู่บนจักรยานโบราณคันโปรด

“รีบขึ้นจักรยานเถอะเจ้ ผมง่วง ตาจะปิดแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้าด้วย มีสอบ” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ แต่ไม่ใช่เพราะต้องมารอกรกวีแล้วอ่านหนังสือไม่ทันแน่นอน แต่เคืองใจที่หญิงสาวปล่อยให้นักดนตรีประจำร้านเดินกอดคอออกมาแบบนั้นต่างหาก

“แล้วใครให้แกมารอฉันล่ะ ไอ้เด็กบ้า นี่มันเวลานอนนะ” ถึงแม้ปากจะบ่นไปแต่ขายาวๆ ก็ก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนเบาะท้ายของจักรยานโบราณทันที

“ผมก็มารับเจ้อย่างนี้เป็นเดือนละ เจ้จะบ่นทำไม ป้านิกเป็นห่วงเจ้จะแย่ พี่ลินินก็แทบจะกินหัวผมละ ที่ปล่อยเพื่อนสุดที่รักออกมาจากบ้านคนเดียว” เด็กหนุ่มร่ายยาวพร้อมกับปั่นจักรยานไปตามถนนเข้าหมู่บ้าน หลังจากที่จัดการกับอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองเรียบร้อยน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเจือไปด้วยความห่วงใย ทว่าคำพูดของเด็กหนุ่มทำให้คนโตกว่าถึงกับชะงักไปทันที กี่ครั้งแล้วที่เธอหลบออกจากบ้านมาที่ร้านนี้เพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ จากผู้ชายที่เธอรัก แต่เขากลับผลักไสเธอด้วยคำว่าไม่คู่ควร กี่ครั้งที่เธอร้องไห้ฟูมฟายให้กับคนคนหนึ่งที่เข้ามาแล้วก็จากไป กี่ครั้งที่เธอเห็นสายตาห่วงใยจากมารดาและเพื่อนสนิท และทุกครั้งไม่มีใครปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเจ้าเด็กเรียนตัวสูงคนนี้มาคอยเฝ้าอยู่เสมอๆ รวมไปถึงตามมารับเธอที่ร้านเหล้าในเวลาเกือบสว่างแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองยังอายุไม่ถึงแท้ๆ แม้ว่าเธอจะดูร่าเริงต่อหน้าใครใคร หรือกลับไปทำงานได้อย่างปกติ แต่ทุกคนรู้ดีว่ากรกวียังไม่หายดีจากอาการอกหัก ความรักที่ไม่สมหวัง ความรักดีดีที่เธอเชื่อมาตลอดว่ามันมีอยู่จริงกลับทำร้ายเธอ จนเธอไม่รู้ว่าจะรักษาแผลนี้ได้อย่างไร เธอยังฝังใจว่าเธอยังดีไม่พอ จึงเลือกที่จะแย่ให้ถึงที่สุด แต่กลับหลงลืมไปว่ายังมีคนอย่างน้อยสองคนที่รักและเป็นห่วงเธอเสมอ รวมไปถึงเจ้าเด็กมัธยมปลายที่กำลังปั่นจักรยานโบราณอยู่ตรงนี้ด้วย

“เฮ้ย!! แกจะแต๊ะอั๋งฉันเรอะ” เสียงโวยวายที่ดังมาจากคนข้างหลังทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบปล่อยมือเรียวของหญิงสาวที่เขาถือวิสาสะดึงมาโอบเอวของตัวเองและกุมไว้อยู่ทันที

“อ้าว!! ก็เห็นเจ้เงียบ ผมก็นึกว่าเจ้หลับ กลัวว่าจะหล่นตุ้บลงไป ก็เลยจะดึงมือเจ้มาเกาะเอวผมไว้ต่างหาก เจ้ก็คิดไปซะไกล”

“นี่ใคร? นี่กรกวีเชียวนะ เหล้าแค่เนี้ย เบาๆ ไม่สะเทือนหรอกน่า เพราะฉะนั้นเรื่องเมาจนหลับน่ะ ตัดไปได้เลย หึ!!”

“คร้าบบบ เจ้กลอนคนเก่ง คนแกร่ง… โอ๊ย! เจ้หยิกผมทำไม เจ็บนะ” ไม่รอให้เด็กหนุ่มกวนประสาทไปมากกว่านี้นักแต่งเพลงสาวก็หยิกเข้าที่เอวของเด็กหนุ่มทันที

“รีบๆ ปั่นไปสิ ให้มันเร็วๆ หน่อยแม่ฉันรออยู่ไม่ใช่เรอะ แกก็ต้องไปโรงเรียนอีก”

ไม่นานนักจักรยานโบราณก็มาถึงหน้าบ้านไม้สีขาวกลางซอยอย่างปลอดภัย กรกวีค่อยๆ เดินเข้าบ้าน แม้จะเซๆ ไปบ้างแต่เธอก็ยืนยันว่าเธอยังไหวอยู่ ทันทีที่เธอเข้ามาในตัวบ้าน เธอก็เห็นว่ามารดายังคงนั่งคอยเธออยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก หญิงสาวทรุดนั่งลงข้างๆ มารดาก่อนจะโผเข้ากอดเสียเต็มรัก

“เป็นอะไรไปอีก หืม เจ้ากลอน มากอดแม่แบบนี้ ตัวก็มีแต่กลิ่นเหล้าเนี่ย” แม้จะบ่นแต่มืออันอบอุ่นก็ลูบศรีษะทุยของลูกสาวเบาๆ

“กลอนขอโทษ กลอนจะเลิกเสียใจ กลอนจะไม่ทำตัวเหลวไหลอีกแล้วค่ะแม่ กลอนไม่อยากให้แม่เป็นห่วง กลอนจะพยายามกลับมาเข้มแข็งนะคะ เขาก็แค่คนที่ผ่านเข้ามาแล้วก็จากไป แต่แม่คือคนที่อยู่ข้างๆ กลอนเสมอ กลอนควรจะรักตัวเองเพื่อแม่ เพื่อตัวเอง ไม่ใช่ใช้ชีวิตพังๆ แบบนี้เพื่อคนอื่น

“คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วลูก ป่านนี้เขาก็คงมีความสุขอยู่ที่อังกฤษ แล้วลูกแม่จะมาทรมานตัวเองไปทำไม จริงไหม? ไปอาบน้ำให้สบายตัวนะลูก หิวหรือเปล่า ถ้าหิวเดี๋ยวแม่ทำข้าวต้มให้ หรืออยากกินอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้เจ้ากลอนกินนิดเดียว เห็นจะกินเยอะก็มีแต่น้ำเมา” ผู้เป็นมารดาค่อยๆ ดันตัวลูกสาวขึ้นมาเบาๆ มือทั้งสองข้างที่ชุบเลี้ยงลูกสาวมาโดยลำพังตั้งแต่ยังเล็กๆ ลูบเข้าที่ใบหน้าสวยของลูกสาวอย่างรักใคร่

“ไม่หิวค่ะแม่ แต่แม่ช่วยสอนกลอนทำอะไรอย่างหนึ่งก่อนได้ไหมคะ” กรกวีเอ่ยเบาๆ กับมารดา

เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เดินออกจากบ้านมาอย่างเร่งรีบ ตรงไปยังจักรยานโบราณที่จอดพิงรั้วเอาไว้ แต่ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะขยับจักรยานสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับถุงกระดาษที่แขวนอยู่กับแฮนด์จักรยาน ภายในมีกล่องแซนวิชไส้สลัดทูน่าปูอัดไข่ดาว พร้อมกับโน้ตใบเล็กๆ เขียนด้วยลายมือหวัดๆ เอาไว้ว่า…

“เห็นว่าอุตส่าห์อดหลับอดนอน ไปรับที่ร้านเหล้า ก็เลยทำแซนวิชมาให้ จะได้มีแรงไปสอบ

ขอบคุณที่ไปรับตลอดเลยนะ

…เจ้กลอน…”

“เห็นทีวันนี้ จะมีคนสอบได้คะแนนเต็มเสียแล้วล่ะ” เสียงใสๆ ของนิรชาเอ่ยแซวน้องชายต่างสายเลือดอย่างขำๆ ทันทีที่ออกมาเห็นว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าน้องชายตัวดียังไม่ยอมปั่นจักรยานไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าหมู่บ้านเสียที

“เจ้ลินิน!!”

“ฮ่าๆ นี่จะปีนเกลียวหารุ่นใหญ่จริงหรอเจ้าวิน ยากหน่อยนะ เพื่อนพี่มันอาจจะสถาปนาตัวเองอยู่บนหอคอยงาช้างก็ได้นะ เจอพิษรักจนเซขนาดนี้”

“เจ้นินคอยดูก็แล้วกัน ต่อให้เจ้กลอนจะหนีไปอยู่บนหอคอยสูงขนาดไหน ผมก็จะรอจนกว่าวันที่เจ้กลอนพร้อมจะลงมา ผมไม่มีทางทิ้งเจ้กลอนด้วยเหตุผลงี่เง่าแบบผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด” เด็กหนุ่มทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะปั่นจักรยานออกจากบ้านไป นิรชาได้แต่ยิ้มขำกับความคิดของเด็กวัยสิบห้าปี เด็กน้อยเอ๋ย ความรักมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ ก่อนจะสตาร์ทรถยนต์คู่ใจขับออกไปทำงานของตัวเองเช่นกัน

Anawin∗ Kornkawee

 

B.E. 2558

ชายหนุ่มร่างโย่งในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเข้ม กำลังยืนกอดอกพิงรั้วมองหญิงสาวบ้านข้างในชุดเสื้อเชิ้ตยีนส์ตัวโคร่งกับกางเกงผ้าขาสั้นที่กำลังปีนขึ้นไปบนต้นจำปีต้นใหญ่เพื่อเก็บดอกจำปีกลิ่นหอมที่บานสะพรั่งเต็มต้น อย่างขะมักเขม้น

“นี่เจ้!! จะทำอะไรก็หัดนึกถึงอายุตัวเองหน่อยนะ ปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้น ถ้าตกลงมาลำบากผมต้องหามเจ้ไปโรงพยาบาลอีก” เสียงของชายหนุ่มเอ่ยทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวเริ่มปีนขึ้นไปยังกิ่งที่สูงขึ้น

“ไอ้เด็กบ้า!! ถ้าแกไม่ช่วยก็หุบปากไปซะ ถึงฉันจะอายุสามสิบห้า แต่ก็ยังไหวอยู่นะ” แม้ว่าจะส่งเสียงมาต่อปากต่อคำกับคนที่เด็กกว่า แต่มือบางก็ยังคงค่อยๆ บรรจงเก็บดอกจำปีใส่ตะกร้าใบเล็กที่เจ้าตัวเอาคล้องแขนไว้

“ไอ้เราก็อุตส่าห์ทำไม้สอยไว้ให้ยืนสอยสวยๆ ใต้ต้นดีดี ก็ไม่ยอมใช้ เอาแต่ปีนป่ายเป็นลิง ไม่ได้ดูสังขารตัวเองเลย” เจ้าเด็กบ้าของคนบนต้นไม้ก็หาได้สนใจคำสั่งที่ว่านั่น ยังคงเอ่ยคำต่อไป

“ตุบ!!!” ไม่ทันไร กิ่งจำปีขนาดกำลังพอดีก็ลอยเฉียดศรีษะของชายหนุ่มไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะตกลงที่พื้นด้านหลัง

“โหย…เจ้!!! เล่นแรงนะวันนี้ ถ้าผมหัวแตกไป เจ้ต้องรับผิดชอบนะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาลูบศรีษะตัวเองป้อยๆ

“หึ!!! ก็อยากแกว่งปากหาเรื่องเองทำไมล่ะ ไอ้เด็กเรียน ไปอ่านตำรากฎหมายของแกต่อเลยไป เดี๋ยวสอบเนฯ ไม่ผ่านจะมาโทษว่าเป็นความผิดฉันอีก” ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวที่ลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ขยับเข้ามายืนประจันหน้ากับชายหนุ่ม มีเพียงรั้วไม้ที่กั้นอาณาเขตระหว่างบ้านทั้งสองหลังกั้นกลางระหว่างคนสองคน

“ผมอ่านจนเบื่อแล้วเจ้ จะออกมาล้างรถให้ลุง แต่ดันเห็นลิงชราภาพบนต้นไม้เสียก่อน ฮ่าๆ” ชายหนุ่มก็ยังคงเย้าหญิงสาวต่อไป แต่คราวนี้เขาถอยหลังไปให้ห่างจากรั้วถึงสามก้าว

“หนอย… ไอ้เด็กแสบ ไหนคนอื่นเขาบอกว่าแกเรียบร้อย กับฉันไม่เห็นจะเรียบร้อยเลย นอกจากสมองดี เรียนเก่ง ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีเลยสักอย่าง” หญิงสาวได้แต่ยืนหันรีหันขวางเพราะไม่สามารถหยิบฉวยของใกล้มือได้

ข้อดีของผมก็คือ ทำให้เจ้ยิ้มได้ หัวเราะได้ ต่อปากต่อคำกับผมได้ทุกวัน และก็คอยดูแลเจ้ในเวลาที่เจ้ไม่มีใครอย่างไรล่ะ นี่ยังไม่มีใครทำได้แบบผมนะ” ชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับหญิงสาวอย่างถือไพ่เหนือกว่า

“…” หญิงสาวที่ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร ก็ได้แต่หันหลังเดินเข้าบ้านไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น แต่บนใบหน้าของคนอายุสามสิบห้ากลับขึ้นสีระเรื่ออย่างเข้าใจในความหมายของประโยคนั้นดี สิบปีมาแล้วที่ชีวิตของกรกวีได้ผ่านจุดพลิกผัน จากวันนั้นที่เธอถูกความรักทำร้ายจนเกือบจะเสียคน แต่เธอก็ได้คนรอบข้างที่คอยดูแลจนเธอกลับมายืนหยัดได้เช่นเดิม และก็เป็นช่วงเวลาที่มีเด็กหนุ่มอายุอ่อนกว่าเกือบสิบปีเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิต จนตอนนี้เด็กคนนั้นได้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มวัยเบญจเพส ร่างสูงใหญ่ ผมสั้นระต้นคอเข้ากับใบหน้าคมที่มีคิ้วเข้มสีดำสนิทตัดกับผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ ที่บัดนี้จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต และกำลังศึกษาเนติศาสตร์เพื่อก้าวเดินไปบนเส้นทางของนักกฎหมายอันมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับใครบางคนที่เธอไม่เคยลืม เธอรู้อยู่แก่ใจว่าอนาวินรู้สึกกับเธอมากกว่าพี่สาว และรู้ดีว่าที่เขายังเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตเธอตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้เพื่ออะไร

“เจ้กลอน วันนี้อย่าปีนขอบระเบียงไปแต่งเพลงอีกนะ มันอันตราย ผมขี้เกียจพาเจ้ไปหาหมอ” ยังไม่ทันที่จะก้าวขึ้นบันไดบ้าน น้ำเสียงกวนๆ ของเด็กข้างบ้านก็ยังลอยมาไม่หยุด เดือดร้อนคนโตกว่าต้องคว้ากระถางต้นไม้กระถางเล็กใกล้มือยกขึ้นขู่ แต่ก็นั่นแหละ เสียงหัวเราะกวนๆ ยังคงมีอยู่เป็นระยะสลับกับเสียงน้ำไหลบ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มคงหันไปทำงานที่ตัวเองบอกว่าตั้งใจจะมาทำตั้งแต่แรกเสียที

“…กับเธอ ฉันคงไม่มี ไม่เหลืออะไรสักอย่าง เมื่อเราเดินอยู่คนละทาง ก็อย่าตอกย้ำให้ช้ำเกินไป เธอจะเดินไปจากฉัน ฉันก็เสียทุกอย่างไป โปรดอย่าบอกว่าเพราะอะไร อย่าเลยฉันไม่อยากฟัง อยากจะมองฟ้าที่ว่างเปล่า เหงาๆ คนเดียวลำพัง ให้รอยร้าวมันเจือจาง ให้ใจมันดีกว่านี้บ้าง อยากให้เธอนั้นลืมทุกสิ่ง และทิ้งฉันไว้ลำพัง ฉันต้องการทบทวนบางอย่าง อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว…”[2] เสียงเกากีต้าร์เบาๆ คลอไปกับเสียงทุ้มหวานที่คุ้นเคยดังลอยมาตามสายลมในยามเย็น หลังจากที่เสร็จกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านในวันหยุดที่ไม่ได้เข้าบริษัทไปทำงาน กรกวีก็มักจะหยิบกีต้าร์คู่ใจออกมาเล่นเพลงเศร้าๆ แบบนี้เสมอ หลายครั้งที่โปรดิวเซอร์ในบริษัทชักชวนเธอให้ลองไปออดิชั่นเพื่อเป็นนักร้อง แต่กรกวีก็ปฏิเสธทุกครั้ง เธอชอบทำงานเบื้องหลังอยู่เงียบๆ แบบนี้ดีกว่า แต่บางครั้งเธอก็ถูกขอให้ไปช่วยร้องไกด์ หรือเป็นคอรัสให้กับนักร้องใหม่ๆ บ้าง ด้วยพรสวรรค์ที่มีมากับเลือดศิลปินในตัวของเธอ ประกอบกับสมัยเรียนที่เธอเข้าร่วมชมรมดนตรีของมหาวิทยาลัยด้วย แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกงานที่ชอบอย่างการเป็นนักแต่งเพลงมากกว่า

ชายหนุ่มที่เพิ่งอ่านประมวลกฎหมายหน้าสุดท้ายจบลง และพร้อมสำหรับการสอบเนฯ ในวันพรุ่งนี้ บิดตัวซ้ายขวา ไล่ความเมื่อยขบออกไป ก่อนจะทอดสายตาไปยังระเบียงบ้านข้างๆ มองภาพคุ้นตาของคนอยู่ในใจมาตลอดสิบปี แต่พอฟังน้ำเสียงเศร้า เห็นสายตาหมองๆ ของคนที่ร้องเพลงอยู่แล้วจึงเปลี่ยนใจเดินลงไปยังชั้นล่าง

“…อยู่มาจนวันนี้ เพื่อเจ๊อเธอ จะอยู่เพื่อเธอ ตลอดไป๊ จะเอาความร้าก ที่มีเก็บไว้ เพื่อรอคอยวันที่เธอ มองผ่านมา อาจจะมีเวลา ที่เธอต้องก๊าน…”[3] เสียงร้องเพลงราวกับตะโกนของใครบางคนลอยเข้ามาขัดเสียงเพลงและเสียงกีต้าร์ของกรกวีเข้าอย่างจัง จนหญิงสาวทนไม่ไหวต้องคว้าขวดน้ำพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ตัว ขว้างออกไปยังริมรั้วบ้านข้างๆ กัน ที่มีเด็กข้างบ้านลอยหน้าลอยตาร้องเพลงเพี้ยนๆ ไม่ตรงคีย์อยู่

“โป๊ก!!! โอ๊ย!!!” เสียงของขวดน้ำพลาสติกที่ตกลงกลางหน้าผากของชายหนุ่มพอดี ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยของคนเจ็บ

“โหยเจ้!! วันนี้สองรอบแล้วนะ เมื่อเช้าก็กิ่งไม้ นี่ก็ขวดน้ำอีก ถ้าผมสมองเสื่อมจนพรุ่งนี้ทำข้อสอบไม่ได้ ลืมประมวลกฎหมายขึ้นมา เจ้ต้องรับผิดชอบผมนะ” อนาวินโวยวายใส่คนต้นเหตุที่ยืนมองผลงานชิ้นโบว์แดงของตัวเองอยู่บนระเบียงบ้าน

“สมน้ำหน้า ใครใช้ให้แกมายืนแหกปาก ส่งเสียงน่ารำคาญแถวนี้ล่ะ รู้ตัวว่าร้องเพลงไม่เป็น ร้องก็เพี้ยนยังมาส่งเสียงน่ารำคาญ ชิ!! แค่นี้ยังเบาๆ นะ ถือว่าปราณี” หญิงสาวยกยิ้มให้อย่างเหนือกว่าบ้าง

“ผมก็อยากคลายเครียดบ้างอะไรบ้าง เห็นเจ้ร้องเพลงเสียเศร้าเชียว ชีวิตมันต้องมีกำลังใจสิเจ้ จะมามองฟ้าว่างเปล่าอะไร ไม่เอาๆ นี่ก็เย็นแล้ว ไปหาไรกินป่ะเจ้ เห็นเจ้ลินินบอกว่า ถัดไปสองซอยมีร้านปิ้งย่างเปิดใหม่ น่าไปลองนะเจ้ วันนี้ป้านิกไปร้องเพลงนี่ เจ้อยู่คนเดียวใช่ป่ะ ไปกันๆ” ชายหนุ่มเอ่ยชวนด้วยเสียงระรื่น ในใจลึกๆ หวังจะคลายความเศร้าที่ตกตะกอนอยู่ในใจของกรกวีมานานนับสิบปีให้จางไป

“ไม่ได้หรอก เย็นนี้ฉันนัดกับลินินว่าจะไปงานเลี้ยงรุ่นของชมรมด้วยกันน่ะ” แม้ว่าจะพยายามปั้นหน้ายิ้ม และเอ่ยตอบด้วยเสียงแจ่มใสแค่ไหนก็ตาม แต่ลึกๆ แล้วกรกวีก็ไม่ค่อยอยากจะไปงานนี้เสียเท่าไหร่ เพราะรู้ดีว่าอาจจะต้องเจอใครบางคนที่ไม่อยากเจอ

“โหหห เจ้ลินินใจร้ายมาตัดหน้าผมหรอเนี่ย งานนี้ผมไปด้วยได้ป่ะ แบบว่ากินฟรีอ่ะผมชอบ” อนาวินยักคิ้วกวนๆ ส่งให้หญิงสาว

“อยากหัวแตกจริงๆ ใช่ไหม? งานนี้ใครเขาชวนแกยะ แล้วแกไปร่วมรุ่นชมรมดนตรีกับฉันเสียเมื่อไหร่ อ่านหนังสือสอบของแกไปโน่นไป๊” ว่าแล้วหญิงสาวก็คว้ากีต้าร์คู่ใจเดินเข้าบ้านไป

Anawin∗ Kornkawee

 

กรกวีในชุดเดรสสั้นเหนือเข่าทันสมัย กับรองเท้าบูทยาวส้นสูง เดินเคียงคู่มากับเพื่อนสนิทอย่างนิรชาที่อยู่ในชุดเดรสยาวสีเรียบๆ ทั้งสองสาวก้าวเข้ามาในห้องอาหารหรูของโรงแรมชื่อดัง ก่อนที่สายตาทั้งสองคู่จะไปสะดุดเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน นิรชากอบกุมมือบางของกรกวี พร้อมกับบีบเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ เธอรู้ดีว่ากรกวีต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนกับการตัดสินใจมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นของชมรมดนตรีในวันนี้

“ไม่เจอกันนาน สบายดีนะ” กรกวีที่เดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อนๆ นั่งกันอยู่เอ่ยทักทายชายหนุ่มที่เป็นอดีตคนรักพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มจริงใจเช่นกัน จนหญิงสาวที่นั่งข้างกันต้องเป็นฝ่ายเอ่ยมาเสียเอง

“พวกเราสบายดี น่าเสียดายที่ตอนงานแต่งงานของเรา เจ้ากลอนกับลินินไม่ได้ไปด้วย” ประโยคยาวๆ ที่จงใจแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดแจ้ง ทำให้เพื่อนหลายๆ คนในโต๊ะเริ่มมองมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เนื่องจากรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วเป็นบาดแผลลึกในใจของกรกวี แต่กลับเป็นนิรชาที่เอ่ยออกมาเสียงเย็นๆ ว่า

“พอดีช่วงนั้นเราไม่ว่างน่ะ แต่เธอสองคนก็ไม่ได้มางานแต่งงานนินเหมือนกันนะ น่าเสียดาย ไม่ได้เห็นกลอนเป็นเพื่อนเจ้าสาวคู่กับน้องชายนินที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว” เมื่อเริ่มจะเกิดสงครามระหว่างคนสองคน กรกวีจึงได้ตัดสินใจดึงเพื่อนสนิทออกมายังที่นั่งว่างที่เพื่อนๆ จัดไว้ให้หญิงสาวทั้งสองคนแทน และเพื่อนคนอื่นๆ ก็พากันเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องเจ็บปวดในอดีต

เสียงพูดคุยเริ่มดังและออกรสมากขึ้นเมื่ออาหารเริ่มพร่องไปมาก และหลายๆ คนเริ่มกึ่มๆ จากแอลกอฮอล์หลากชนิดที่แต่ละคนเลือกดื่ม ชายหนุ่มอดีตคนรักของกรกวีลุกออกจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมานั่งข้างๆ กรกวีแทนที่ของนิรชาที่ออกไปโทรศัพท์หาสามีและลูกแฝดชายหญิง ทันทีที่ภรรยาลุกไปเข้าห้องน้ำ

“ทำแบบนี้ เดี๋ยว ‘เขา’ ก็แหกอกกลอนพอดี” กรกวีถามทั้งๆ ที่ไม่หันไปมองคนข้างกาย

“เราเป็นเพื่อนกัน เขารู้ ที่เขาพูดแบบนั้นก็แค่แหย่เจ้ากลอนเล่นเท่านั้นแหละ เรารู้ดีว่าทำไมเจ้ากลอนไม่ยอมไปงานแต่งงานเรากับเขา” ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้หันมามองกลอนกวีเช่นกัน กลับทอดสายตาเลยออกไปยังแชนเดอเลียหรูด้านบนเพดานแทน

“มันผ่านไปแล้วล่ะ ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถอะ กลอนดีใจด้วยนะกับความสำเร็จในชีวิต” กรกวีหันมาสบตาชายหนุ่มอดีตคนรักเพียงชั่วครู่ ก็เบนสายตากลับไปที่จุดเดิม โต๊ะที่อยู่อีกมุมของร้านชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวขาว ใบหน้าคมเข้มที่คุ้นตากับสาวน้อยน่ารักในชุดเดรสสีหวานกำลังนั่งทานอาหารพร้อมกับคุยกันอย่างออกรส รอยยิ้มหวานๆ ที่แสนสดใสถูกส่งออกมาจากหญิงสาวในชุดสีหวานเป็นระยะ รวมทั้งชายหนุ่มเองก็ดูจะมีความสุขไม่น้อย กรกวีได้แต่ยกยิ้มมุมปากเบาๆ ทั้งหมดนี้ไม่สามารถหลุดรอดไปจากชายหนุ่มที่นั่งข้างกายไปได้เลย

สิบปีแล้วนะ… เด็กคนนั้นน่ะ เขารอเจ้ากลอนมาสิบปีแล้วนะ ถ้าไม่มีเราในหัวใจแล้ว ก็อย่าปิดกั้นเขาออกจากหัวใจเลยนะ เรารู้จักเจ้ากลอนดี เรารู้ เราทำให้จิตใจของเจ้ากลอนโซซัดโซเซ แต่อย่าเอาเรื่องของเราไปกีดกันเขาออกไปเลย เพราะสุดท้ายเจ้ากลอนเองจะเสียใจที่สุดนะ” ชายหนุ่มตบไหล่ของหญิงสาวเบาๆ ก่อนจะย้ายกลับไปนั่งยังที่เดิมของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเจ้าของเก้าอี้เดินกลับมาแล้ว

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา เมื่อได้เวลาเกือบๆ จะสองยามสมาชิกทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ รวมถึงกรกวีและนิรชาด้วย แต่สุดท้ายกรกวีก็ปล่อยให้นิรชากลับบ้านไปกับสามีของเธอ ส่วนเจ้าตัวขอไปที่อื่นต่อเพียงลำพัง

แก้วก้านทรงสูงบรรจุน้ำใสที่รสชาติขมฝาดคอถูกบริกรนำมาวางตรงหน้าหญิงสาวแก้วแล้วแก้วเล่า ก่อนที่เจ้าตัวจะยกขึ้นจิบรวดเดียวหมด พร้อมกับสั่งเพิ่มอีกหลายต่อหลายครั้ง จนใครบางคนที่ลอบมองจากมุมหนึ่งของผับชื่อดังแห่งนี้อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงต้องแสดงตัวออกมาให้รู้

“เจ้!! พอได้แล้ว ผมเห็นเจ้ดื่มมันเป็นแก้วที่สิบแล้วนะ เดี๋ยวก็เมาหรอก” มือหนาคว้าแก้วทรงสูงเอาไว้ได้ทันก่อนที่บริกรจะวางลงบนโต๊ะกลม แต่กรกวีก็ยังคงเป็นเจ้กลอนจอมดื้อรั้นของอนาวินอยู่วันยันค่ำ หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมาสบตาผู้มาใหม่อย่างท้าทาย

“เรื่องของฉัน แกเกี่ยวอะไรด้วย แกก็รู้ว่า ‘ดรายมาร์ตินี่’ แค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” หญิงสาวคว้าแก้วที่อยู่ในมือของชายหนุ่มมายกดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะสั่งเพิ่มอีกครั้ง

“เจ้ยังไม่ลืมเขาใช่ไหม? แค่วันนี้พวกเขาควงกันมางานเลี้ยงรุ่น เจ้ก็กลับไปทำตัวเหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว ทำไมล่ะเจ้ ทำไมถึงได้ทำร้ายตัวเองอีกแล้ว” เสียงทุ้มติดจะดุเล็กๆ จนคนฟังต้องตวัดสายตามองอย่างตัดพ้อ

“อนาวิน เด็กบ้า เบื่อนักใช่ไหม รำคาญกันแล้วหรือเปล่า กลับบ้านไปสิ อย่ามาสนใจคนแบบฉันเลย คนไร้ค่าอย่างฉัน มันไม่ดีพอให้คนอย่างแกมาตามใจหรอก แกกลับบ้านไปเถอะ หรือจะไปกับสาวสวยคนนั้นของแกก็ได้ ฉันดูแลตัวเองได้” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกรกวีถึงเลือกที่จะใช้ถ้อยคำประชดประชันเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เธอรู้แต่เพียงว่าการที่เธอได้พบเจอกับอดีตคนรักในงานเลี้ยงรุ่นวันนี้ ยังไม่รู้สึกเจ็บที่อกข้างซ้ายเท่ากับการที่เห็นว่าอนาวินก็ควงสาวสวยน่ารักมาทานอาหารที่ร้านเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจหลบมาพักหัวใจตัวเองที่ผับแห่งนี้

“เจ้กลอน ผมว่าเจ้เมาแล้ว กลับบ้านเถอะ” มือหนาคว้าแขนหญิงสาวที่กำลังจะเรียกบริกรมาสั่งเครื่องดื่มเพิ่มเอาไว้ ก่อนที่มืออีกข้างจะล้วงเอาธนบัตรสีเทาสองสามใบออกมาวางไว้บนโต๊ะ

“ฉันไม่เมา แกก็รู้ว่าฉันคอแข็งแค่ไหน” กรกวีพยายามจะขัดขืน แต่คงเพราะว่าดื่มไปเยอะมาก จึงสู้แรงเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยแตะของมึนเมาทุกชนิดไม่ได้เลย

ชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงกรกวีออกมาจากผับ แล้วดันร่างของคนแก่กว่าเข้าไปในซิตี้คาร์คันสวยที่เขาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองจากการทำงานในตำแหน่งนิติกรที่บริษัทแห่งหนึ่ง อนาวินจัดการล็อกเข็มขัดนิรภัยทันทีที่จับตัวของคนดื้อให้นั่งลงกับเบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังไม่วางใจจึงกดรีโมทล็อกประตูรถก่อนที่จะเดินอ้อมไปยังฝั่งด้านคนขับ แล้วจึงค่อยปลดล็อกและรีบดันตัวเข้าไปพร้อมกับสตาร์ทรถออกไปทันที

ตลอดทางไม่มีใครยอมเอ่ยอะไรออกมา ภายในรถมีเพียงเสียงเพลงเบาๆ ที่อนาวินเปิดคลอไว้เท่านั้น ชายหนุ่มก็เอาแต่จดจ่อกับเส้นทางข้างหน้า ส่วนกรกวีก็เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างทำราวกับว่าทิวทัศน์ยามค่ำคืนมันช่วงสวยงามและน่ามอง แต่จริงๆ แล้วเธอกำลังให้เวลากับหัวใจที่สับสนของตัวเอง เพลงทุกเพลงที่ถูกเปิดให้เล่นวนไปมาอยู่นั้น เป็นเพลงที่เกิดจากปลายปากกาของเธอทั้งนั้น แม้เธอจะไม่ใช่นักแต่งเพลงชื่อดัง แต่หลายๆ เพลงก็เป็นเพลงฮิตติดชาร์ต กรกวีรู้ดีว่าเพราะอะไรอนาวินถึงได้เปิดเพลงของเธอ ชายหนุ่มต้องการจะบอกให้เธอรู้ว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รักเธอ แต่สำหรับกรกวีแล้วภาพที่เธอเห็นในวันนี้ ประกอบกับประสบการณ์ในอดีตทำให้เธอไม่มั่นใจว่าตัวเธอเองเหมาะสมและคู่ควรกับคนข้างๆ หรือไม่

ไม่นานนักซิตี้คาร์คันงามก็จอดลงที่หน้าบ้านไม้สีขาวสองชั้น แต่อนาวินกลับไม่ยอมปลดล็อกประตูรถ ทำให้หญิงสาวที่พร้อมจะลงจากรถทุกเมื่อต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ฉันง่วง อยากจะเข้าบ้าน แกเปิดประตูสักทีสิ” แต่อนาวินกลับเลือกที่จะดึงมือทั้งสองข้างของหญิงสาวมากุมไว้แทน

“เจ้กลอน ผมรู้นะว่าเจ้รู้ ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับเจ้ ผมอยู่ตรงนี้ อยู่เพื่อเจ้มาตลอด ผมรู้ว่าเจ้เจ็บ เจ้ยังไม่ลืมเขา เจ้ยังคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ผมถึงได้ยอม ยอมเป็นเด็กบ้า เด็กกวนประสาทเพื่อให้เจ้ยิ้มได้ มีความสุขและยอมอยู่ใกล้ๆ ผม เรื่องวันนี้ผมแค่อยากไปอยู่ใกล้ๆ เจ้ ผมอยากเห็นกับตาว่าเจ้จะไม่เสียใจเวลาที่เจอเขาคนนั้น ส่วนคนที่ไปกับผมเป็นน้องรหัสผมเอง ผมขอร้องให้เธอไปกับผม ผมอยากรู้ว่าเจ้จะรู้สึกอะไรหรือเปล่า ถ้าเห็นผมอยู่กับคนอื่น แล้วผมก็รู้แล้ว สายตาเจ้ที่มองผมที่ผับ ประโยคที่เจ้พูดกับผมมันบอกทุกอย่าง… ผมจะรอนะเจ้ รอวันที่เจ้จะเปิดใจให้ผมจริงๆ” เมื่อเอ่ยทุกสิ่งที่ค้างคาในใจจนหมดแล้ว อนาวินก็ปล่อยมือทั้งสองข้างของกรกวีให้เป็นอิสระ และปลดล็อกประตู ทันทีที่เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น กรกวีก็รีบเปิดประตูออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเข้าไปภายในบ้านเรียบร้อยแล้ว อนาวินก็จึงได้เดินไปเปิดประตูรั้วบ้านข้างๆ เพื่อเลี้ยวรถเข้าบ้านตนเองเช่นกัน

Anawin∗ Kornkawee

 

กว่าสองสัปดาห์แล้วที่กรกวีไม่ได้เจอหน้าอนาวินเลย หลังจากคืนนั้นที่ชายหนุ่มสารภาพความในใจออกมา แต่กรกวีก็ยังได้รับรู้ข่าวสารของอีกฝ่ายจากนิรชาเพื่อนสาวที่พาลูกฝาแฝดชายหญิงมาเล่นที่บ้านของเธอเป็นประจำ อนาวินกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวเพื่อสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ นอกเหนือไปจากการรอผลสอบเนติบัณฑิตวิชาสุดท้าย ส่วนกรกวีเองก็มีโจทย์เพลงจากทางบริษัทที่จะให้เขียนให้กับศิลปินในสังกัดหลายคน เธอจึงใช้เวลาส่วนมากไปกับการจดจ่อและเพ่งสมาธิไปที่การเขียนเพลง จนกระทั่งวันนี้ที่เธอพอมีเวลาว่าง จึงได้เก็บดอกไม้จากสวนทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านออกมาใส่แจกันเพื่อถวายพระในห้องพระส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือเธอก็เอาไปตกแต่งตามมุมต่างๆ ของบ้าน เสียงเพลงเบาๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างห้องจากบ้านข้างๆ ทำให้กรกวีที่กำลังดูความเรียบร้อยของแจกันดอกไม้ตรงโต๊ะข้างหน้าต่างห้องนอนอดไม่ได้ที่จะแหวกรอยต่อของผ้าม่านออกไปมองดูความเป็นไปของบ้านข้างเคียง แต่กลับพบแค่เพียงแลปทอปที่ถูกเปิดให้เล่นโปรแกรม window media player วางทิ้งไว้บนโต๊ะเท่านั้น

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของจักรยานโบราณที่ดังมาตามถนน ก่อนจะหยุดลงแต่ไม่ใช่ที่รั้วไม้สีน้ำตาลเช่นทุกครั้ง แต่กลับเป็นหน้าบ้านไม้สองชั้นสีขาวที่อยู่ข้างกันแทน อนาวินกระโดดลงจากจักรยานแล้วพิงไว้ที่กำแพงก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูรั้วไม้สีเบจเข้ากับตัวบ้านสีขาว แล้วแทรกตัวเข้าไปช้าๆ สายตาก็มองหาคนจอมดื้อที่วันนี้อยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเดินพ้นตัวรถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลของเจ้าของบ้าน ละอองน้ำมากมายก็พุ่งตรงมายังตัวเขาจนเสื้อโปโลสีเข้มเปียกชุ่มไปหมด ชายหนุ่มพยายามยกมือขึ้นมาปัดป้อง แต่ก็ติดอยู่ที่สัมภาระที่เขาถือติดมือมาด้วย

“สมน้ำหน้า ย่องเบาเข้าบ้านคนอื่นก็ต้องเจอแบบนี้ล่ะ” เสียงที่ดังออกมาจากอีกด้านของตัวรถทำให้ชายหนุ่มถอนใจอย่างปลงๆ

“เจ้กลอน นี่เจ้อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย เล่นอะไรเป็นเด็กๆ เห็นไหมว่าผมเปียกหมดแล้วเนี่ย” อนาวินหันไปมองคนต้นเรื่องที่ยืนหัวเราะเขาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่

“เห็นว่าอยู่บ้านคนเดียว แล้วก็ทำอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะแต่เช้า ผมเลยออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยที่ปากซอยมาให้ กลัวว่าจะเป็นลมตายคาบ้านไปเสียก่อน” ชายหนุ่มที่ยืนตัวเปียกยกถุงที่หอบหิ้วอยู่ในมือให้คนที่ยืนเท้าเอวอยู่อีกด้านของตัวรถได้มองเห็นชัดๆ กรกวีเองที่กำลังหิวอยู่พอดีก็ไม่รอช้า เดินไปปิดก็อกน้ำแล้วก็รีบมาคว้าถุงพลาสติกในมือของอนาวินอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณนะ เจ้าวิน” กรกวีเอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้มแล้วก็เดินเข้าบ้านไปอย่างอารมณ์ดี เดือดร้อนอนาวินที่ถูกทิ้งให้ยืนตัวเปียกอยู่แบบนั้นต้องโวยวายออกมา

“เฮ้ยเจ้! นี่ผมเปียกอยู่นะ จะไม่รับผิดชอบหน่อยหรอ”

“ก็กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียสิ แต่เร็วๆ หน่อยนะ ถ้าช้าจะไม่แบ่งก๋วยเตี๋ยวให้กินนะ” แม้ว่าตัวจะเดินขึ้นบันไดหน้าบ้านไปแล้วแต่ก็ยังเอ่ยประโยคที่ทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มกว้างขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ อย่างน้อยคำสารภาพของเขาในคืนนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนไป กรกวียังคงเหมือนเดิมแต่ก็ดูจะเปิดโอกาสให้เขามากขึ้น ไม่รอช้าอนาวินรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วด้วยกลัวใจของคนอายุสามสิบห้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับคนเป็นมัลติโพลาร์จะเกิดเปลี่ยนใจไม่แบ่งก๋วยเตี๋ยวที่เขาซื้อมาสำหรับสองคนให้เขาเสียก่อน

หลังจากมื้อเที่ยงจนเกือบบ่ายของคนทั้งคู่จบลง อนาวินก็ถูกกรกวีขู่แกมบังคับให้ไปอาบน้ำพี่เต่าแทน ส่วนตัวเองก็ไปหยิบกีต้าร์ตัวโปรดมาเกาๆ พร้อมกับร้องเพลงเบาๆ โดยมีอนาวินคอยเป็นคอรัสแบบเพี้ยนๆ ผิดคีย์คลอไปด้วย

“บทเพลงรัก (ฉันมีร้าก) ที่ขับขาน (ที่สดใส๊) ช่างอ่อนหวาน (เป็นสุขใจ๊) พาให้ฝัน (ทูกสิ่งดูส่วยหง่าม)…”[4] เสียงคอรัสเพี้ยนๆ ของคนที่อาบน้ำพี่เต่าอยู่ ทำให้นักแต่งเพลงสาวทนไม่ไหว คว้ากิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่ใกล้ตัวปาไปยังแผ่นหลังของคนที่กำลังนั่งขัดทำความสะอาดล้อหน้าของพี่เต่าอยู่อย่างแม่นยำ

“โอ๊ย!! เจ้กลอน ทำร้ายผมทำไมเนี่ย” อนาวินหันมาส่งสายตาเคืองๆ มาให้ แต่คนโตกว่ากลับยักไหล่ พร้อมส่งรอยยิ้มแห่งชัยชนะไปให้แทน

“ก็ใครใช้ให้แกร้องเพี้ยนล่ะ สอนกี่ครั้งไม่เคยจำเลยสินะ ว่าต้องร้องเพลงอย่างไร” ชายหนุ่มทนคำสบประมาทนั้นไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาเพื่อยืนประจันหน้ากับคนโตกว่าที่ชอบหาเรื่องให้เขาเจ็บตัวอยู่เสมอๆ

“ทำไม แกจะทำอะไรฉัน ห๊ะ! เจ้าวิน” คนที่อายุมากกว่าก็เริ่มที่จะลดอายุมาสู้กับเด็กเสียแล้ว แต่ชายหนุ่มที่ตั้งใจว่าจะเดินมาสู้กับหญิงสาวก็เปลี่ยนใจหันกลับไปอาบน้ำให้พี่เต่าต่อเสียอย่างนั้น ถึงอย่างนั้นก็ยังทิ้งท้ายประโยคที่ทำให้คนโตกว่าได้แต่ฮึดฮัดในใจแทน เพราะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะมาไม้ไหนอีก

“ไม่ดีกว่า ผมเก็บไว้ทบต้นทบดอกแล้วเอาคืนเจ้ทีเดียวดีกว่า”

ไม่นานนักพี่เต่าหรือรถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลคันโปรดของกรกวีก็ถูกขัดสีฉวีวรรณเสียงามผ่องด้วยฝีมือของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้า อนาวินที่จัดการกับพี่เต่าเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาหยุดตรงเก้าอี้ไม้ตัวยาวใต้ต้นจำปี ที่มีกรกวีทอดตัวนอนราบไปกับเก้าอี้ไม้ ศรีษะถูกหนุนด้วยหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาที่เจ้าตัวโปรดปรานและเลือกมาอ่านซ้ำหลายๆ รอบ ขาเรียวยาวที่โผล่พ้นกางเกงยีนส์ขาสามส่วนพาดอยู่กับที่เท้าแขนอีกด้านของเก้าอี้ ส่วนกีต้าร์ที่ถูกใช้เป็นอุปกรณ์เล่นฆ่าเวลาถูกวางราบไว้กับพื้นหญ้าด้านหน้าแทนเสียแล้ว ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงพื้นหญ้าตรงหน้ากรกวี สายตาจับจ้องอยู่ที่เครื่องหน้าได้รูปของคนที่เขาเฝ้ารักมากว่าสิบปีอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากหนายกยิ้มเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ จรดลงบนหน้าผากนูนของคนที่อายุมากกว่าอย่างแผ่วเบา แล้วถอนออกกระซิบถ้อยคำข้างใบหูขาวอย่างแผ่วเบา

“ผมรักเจ้นะ เรื่องคืนนั้นผมพูดจริง คิดจริงนะ และนี่คือการเอาคืนของผม” แต่ยังไม่ทันที่จะขยับตัว ดวงตากลมโตที่เคยปิดสนิทนั้น บัดนี้ได้ส่องประกายสบกับนัยน์ตาคมของชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว มือบางรีบยกขึ้นมาผลักคนตรงหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว อนาวินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็เลยเสียหลักล้มลงไปกับพื้นหญ้าทันที

“โอ๊ย! เจ้! ผมเจ็บนะ ทำไมชอบทำร้ายร่างกายผมอยู่เรื่อยเลย” ชายหนุ่มที่นั่งจุมปุ๊กกับพื้นหญ้าได้แต่โวยวายพร้อมทั้งเอามือทั้งสองข้างยันตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับกรกวีที่ลุกขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว

“กะ…ก็ แกมาทำมิดีมิร้ายฉันก่อนทำไม แกรู้ตัวหรือเปล่าว่าแกกำลังทำอะไรอยู่” กรกวีจ้องตาคนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ บางทีการทำอะไรให้มันชัดเจนไปเสียที ก็ดีกว่าค้างคากันไปแบบนี้ อีกไม่นานอนาวินก็จะต้องเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ถ้าจะทิ้งให้มันติดค้างในใจไปแบบนี้ก็คงจะไม่ดี

“ถ้าเจ้รู้ว่าผมทำอะไรเจ้ เจ้ก็คงรู้ว่าผมพูดอะไรกับเจ้บ้าง ผมรู้ว่าเจ้รู้ และผมก็บอกเลยว่าผมไม่เสียใจที่ทำแบบนั้น ผมอยากให้เจ้รับรู้ว่าที่ผ่านมา ผมจริงใจ และจริงจังกับเจ้แค่ไหน” อนาวินเองก็กดสายตามทอดมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาวเพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้กับหญิงสาว

“ฉันไม่ดีพอสำหรับแกหรอก สิบปีมันมากเกินพอที่แกจะรอฉันนะ อนาวิน” และก็เป็นกรกวีเสียเองที่หลบสายตา เพราะเธอไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่า เธอเองก็หวั่นไหวไปกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อนาวินมีให้เธอมาเสมอ เธอมีความสุขทุกครั้งที่มีเด็กเรียนข้างบ้านมาคอยกวนประสาท เธอประทับใจทุกครั้งที่มีเด็กตัวสูงปั่นจักรยานไปคอยที่หน้าร้านเหล้า เธอรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อนาวินจะเป็นคนแรกที่ยืนอยู่ข้างเธอเสมอนอกเหนือไปจากมารดาและนิรชา

“เจ้เอาอะไรมาตัดสินว่าเจ้ไม่ดีพอสำหรับผม หน้าที่การงานหรอ ผมว่าเจ้ก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีนะ อายุหรอ มันก็เป็นแค่ตัวเลขนี่นา ผมว่าการที่เราอยู่กับใครแล้วมีความสุข รักใครแล้วไม่ทุกข์ คุยกันเข้าใจ ยอมรับในตัวตนซึ่งกันและกันได้ มันก็เพียงพอที่เราจะรักกันแล้วนะเจ้” อนาวินจับมือสองข้างที่วางอยู่บนตักของกรกวีมากุมไว้ กระชับแน่นเพื่อย้ำความจริงใจของตนอีกครั้ง กรกวีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันกลับมาสบตากับชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง

“เจ้าวิน ฟังฉันนะ ข้อที่หนึ่งฉันแก่กว่าแกมากถึงมากที่สุด ข้อสองฉันใช้ชีวิตลั่นล้า อยู่นอกกรอบ นอกระเบียบ กินเหล้าราวกับน้ำเปล่า ทำงานที่อยู่กับแสงสี แต่แก… แกเป็นเด็กเรียน เป็นเด็กอยู่ในกรอบ ในระเบียบ และแกกำลังจะมีอนาคตที่ดี แกกำลังจะไปเรียนต่อที่เมืองนอก กลับมาแกก็สอบเป็นอัยการ เห็นไหมถ้าแกมีแฟนอย่างฉันมีแต่จะถ่วงชีวิตแกเปล่าๆ ต่อให้ฉันรักแก ฉันก็ไม่อยากถ่วงชีวิตแกไว้กับฉัน ฉันอยู่ได้…” ยังไม่ทันที่กรกวีจะได้พูดอะไรออกมาอีก อนาวินก็ดันตัวขึ้นไปประทับริมฝีปากหยักเข้ากับริมฝีปากสีชมพูธรรมชาติของคนคิดมากตรงหน้าทันที และกรกวีเองก็สลัดมือออกจากการกอบกุม และฟาดลงที่ท่อนแขนหนาของชายหนุ่มอย่างแรงทันที

“ไอ่เด็กบ้า!!!” กรกวีรับรู้ได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ปรางสวยขึ้นสีชมพูระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ทั้งหมดนี้ฉายชัดอยู่ในสายตาของชายหนุ่มตรงหน้า

“ก็พูดดีๆ แล้วเจ้ไม่ฟัง ไม่ยอมเป็นแฟนกันสักที ก็เลยต้องใช้วิธีนี้แหละ” อนาวินส่งรอยยิ้มกวนๆ ให้หญิงสาวที่กำลังถลึงตาโตๆ ใส่เขาทั้งๆ ที่หน้าแดง หูแดงไปหมดแบบนั้น และประโยคที่ออกมาจากปากของชายหนุ่มนั้น ก็ทำให้กรกวีต้องใช่เสียงดังกลบความเขินอายของตัวเองแทน

“นี่แกเรียนจนเพี้ยน หรือแกเป็นบ้า ถึงคิดจะมีแฟนรุ่นป้าแบบนี้ ห๊ะ!!! แกเป็นถึงนักกฎหมายอนาคตไกลเชียวนะ!!!”

“อ้าวเจ้! ก็ไม่ได้มีประมวลกฎหมายมาตราไหนห้ามนักกฎหมายมีแฟนแก่กว่านี่นาเจ้!!! แล้วตกลงว่าจะยอมเป็นแฟนกับผมแบบจริงจังได้สักทีหรือยังเจ้ ผมรอมาสิบปีแล้วนะ” เมื่อโดนยิงประโยคกึ่งคำถามกลบความอายของคนตรงหน้า อนาวินก็ไม่รอช้าที่จะตอบกลับอย่างหน้าตายเช่นกัน เขาตัดสินใจมาดีแล้วว่าอย่างไรก็ตามเขาจะต้องขอกรกวีเป็นแฟนแบบจริงจังเสียที

“แกแน่ใจหรอ ฉันทั้งแก่กว่า ทั้ง…”

“หยุดเลยเจ้ ถ้าไม่หยุดคิดอะไรแบบนี้ ผมจะจูบเจ้อีกนะ” ยังไม่ทันที่กรกวีจะคิดมากไปอีก อนาวินก็ขู่คนที่อายุมากกว่าด้วยประโยคที่ทำให้หญิงสาวต้องก้มหน้าลงไปจนชิดอก มีแฟนมาแล้วก็เคย มีคนมาจีบก็มาก แต่ไม่มีใครทำให้กรกวีรู้สึกแบบนี้ได้เลยสักคน สงสัยจะแพ้ใจเจ้าเด็กเล่นของสูงคนนี้เข้าแล้วจริงๆ

“ตกลงว่าเราเป็นแฟนกันนะเจ้” อนาวินค่อยๆ เชยปลายคางของหญิงสาวขึ้นมาให้สายตาได้สบสายตากันอีกครั้ง

“ฉันว่าเอาไว้ให้แกเรียนจบกลับมา แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกที สองปีที่ห่างกันแกน่าจะแน่ใจตัวเองมากกว่านี้นะ” สุดท้ายแล้วกรกวีก็ยังไม่ยอมรับหัวใจตัวเองอยู่ดี แต่กับอีกคนที่แน่ใจมาตลอดว่าหญิงสาวตรงหน้าคือคนที่เขาเทให้หมดทั้งใจแล้ว อนาวินจึงตอบกลับคนตรงหน้าอย่างมั่นใจว่า

“ผมรอเจ้มาสิบปี แล้วอีกแค่สองปีทำไมผมจะรอไม่ได้ล่ะ เจ้เองนั่นแหละ ระวังหัวใจตัวเองให้ดี จะคิดถึงผมล่ะสิไม่ว่า”

Anawin∗ Kornkawee

ณ ประเทศสหราชอาณาจักร

กว่าครึ่งปีแล้วที่อนาวินเดินทางมาเรียนต่อปริญญาโทด้านกฎหมายที่นี่ หลังจากเหตุการณ์สารภาพรักและเปิดอกคุยกันอย่างจริงจังในวันนั้นแล้ว เขากับกรกวีก็ยังเป็นเหมือนเดิม เถียงกันเหมือนเดิม เขาเองก็หาเรื่องแหย่ให้หญิงสาวได้บ่นว่าเขาอยู่เรื่อย จนกระทั่งวันที่เขาจะออกเดินทางจากประเทศไทย กรกวีไม่ยอมมาส่งเขาที่สนามบิน แต่กลับฝากการ์ดหนึ่งใบมากับนิรชาผู้เป็นพี่ลูกพี่ลูกน้องของเขาแทน การ์ดที่อนาวินต้องเปิดอ่านทุกๆวันโดยไม่รู้จักเบื่อ วันนี้ก็เช่นกัน วันที่อากาศดีๆ แบบนี้ อนาวินเลือกที่จะออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้านพัก โดยที่ไม่ลืมหยิบไดอารี่ประจำตัวพร้อมการ์ดลายตัวโน้ตของคนที่อยู่ในหัวใจติดมาด้วย มือหนาล้วงการ์ดใบนั้นออกมาอ่านทันทีที่ทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล

“เจ้าวิน เด็กบ้า

ฉันจะไม่บอกให้แกตั้งใจเรียน เพราะแกมันแป็นเด็กเรียนที่ต่างจากฉันที่มันไม่ค่อยเอาไหน

ที่โน่นอากาศหนาวก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ อย่าไปร้องเพลงเพี้ยนๆ ให้ฝรั่งฟังล่ะ ฉันละเป็นห่วงสุขภาพหูของฝรั่งที่นั่นจริงๆ

สุดท้ายๆ ห้ามไปลับ ต้องไลน์หาฉันทุกวัน ห้ามเงียบหาย เพราะฉันไม่รู้จะทะเลาะกับใคร จะทะเลาะกับเจ้าแฝด

เดี๋ยวหลานก็จะเกลียดฉันเสียเปล่าๆ แล้วก็ส่งรูปมาให้ดูบ้างนะ แต่รูปคู่สาวๆ ไม่เอานะ ไม่อยากเสียใจก่อนครบสองปี

รีบๆ กลับมานะ

เจ้ากลอน กรกวี…”

อนาวินยิ้มขำ ทุกครั้งที่เขาอ่านการ์ดใบนี้ ใบหน้าของเจ้าของลายมือบนการ์ดมักจะลอยมาเป็นฉากๆ ราวกับว่าหญิงสาวมายืนบ่นเขาอยู่ตรงหน้า ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนคู่ใจออกมาเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์ พิมพ์ข้อความหาเจ้าของการ์ดอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าข้อความล่าสุดที่เขาส่งไปเมื่อวานนี้ยังไม่ถูกเปิดอ่าน เขารู้สึกแปลกใจเล็กๆ แม้ว่ากรกวีจะเป็นคนไม่ติดโซเชี่ยลเน็ทเวิร์ก แต่เธอมักจะตอบไลน์เขาทันที และถ้าหากว่าติดงานจริงๆ เธอก็จะบอกเขาเสมอๆ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะเงียบหายไปแบบนี้ แต่ไม่ทันที่อนาวินจะคิดอะไรมากขึ้นไป สายเรียกเข้าทางไกลจากประเทศไทยของนิรชาก็แทรกเข้ามาเสียก่อน

“เจ้ลินิน เจ้กลอนเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มกรอกไปตามสายทันที่ที่สไลด์หน้าจอเพื่อรับสายเรียบร้อยแล้ว

“อะไรกัน พี่สาวโทรมา แต่ถามหาอีกคนเนี่ยนะ” นิรชาส่งเอ่ยแซวมาตามสาย

“อ้าว ก็เห็นเจ้กลอนไม่อ่านไลน์ผม แล้วเจ้ก็โทรมาพอดี ก็เลยนึกว่าเจ้กลอนไปซนอะไรจนเป็นเรื่องอีก” จะไม่ให้ชายหนุ่มเป็นห่วงได้อย่างไร ก็หลังจากที่เขาเดินทางมาเรียนได้ไม่ถึงสัปดาห์ กรกวีก็ปีนขึ้นไปอุ้มลูกแมวที่ติดอยู่บนชายคาบ้านจนตัวเองเสียหลักตกลงมา โชคดีที่มีระเบียงบ้านรองรับอยู่จึงแค่แขนซ้น แต่กลับไม่มีใครรู้จนกระทั่งมารดาของหญิงสาวกลับมาจากทำงานในช่วงดึกจึงเห็นว่าหญิงสาวมีแขนที่บวมผิดปกติ ถึงได้พากันไปโรงพยาบาล และเมื่อเดือนที่แล้วกรกวีก็โหมงานหนักจนร่างกายอ่อนเพลีย อยู่ๆ ก็หน้ามืดลื่นตกบันไดมา และก็ยังโชคดีที่เคล็ดขัดยอก กับมีรอยช้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดตอนที่หญิงสาวอยู่บ้านคนเดียวเช่นกัน

“ไม่นะ ช่วงนี้เจ้ากลอนออกจะสบายดี อารมณ์ดี๊ดี เชียวล่ะ เออนี่ เห็นไหม พี่ลืมเลยว่าจะโทรมาบอกว่า เพื่อนพี่เขาไปเที่ยวเมืองที่เราอยู่น่ะ แต่ตอนนี้เขาหาที่พักอยู่ เห็นแกบอกว่าห้องที่บ้านยังว่างอยู่ เพราะเฮ้าส์เมทแกเพิ่งย้ายออกใช่ไหม ขอให้เพื่อนพี่ไปพักด้วยหน่อยสิ” นิรชาที่รับรู้ได้ถึงความห่วงใยของน้องชายที่มีต่อเพื่อนสนิทก็ได้บอกเล่าความเป็นไปของอีกคนให้ได้สบายใจ ก่อนจะเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะคุยกับน้องชายจริงๆ

“เดี๋ยวเจ้ลินิน เจ้กลอนรู้เรื่องนี้ไหม เดี๋ยวระเบิดลงผมแบบไม่รู้ตัวอีก กว่าเจ้กลอนจะเปิดใจให้ผมก็รอมาตั้งสิบปีละ ถ้าเกิดเจ้ลินินหาเรื่องมาให้ผมนี่จบเห่แน่ๆ”

“เจ้ากลอนรู้ดี และเจ้ากลอนก็ยินดีให้เพื่อนพี่คนนี้ไปพักบ้านแกด้วยนะ แกจะไม่ยินดีให้เพื่อนพี่พักด้วยเลยหรอ” ท้ายเสียงทอดยาวจนคนเป็นน้องถึงกับปฏิเสธไม่ออก

“ก็ได้เจ้ แต่ถ้าเพื่อนเจ้ไม่น่าไว้ใจ ผมมีสิทธิ์ที่จะให้เขาออกจากบ้านผมเมื่อไหร่ก็ได้นะ” อนาวินยื่นคำขาดต่อพี่สาวของตัวเองอย่างชัดเจน

“เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นก่อน พี่จะคอยดูว่าแกจะไล่เพื่อนพี่กลับไทยจริงหรือเปล่า” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่อนาวินไม่มีทางได้เห็นผุดขึ้นบนใบหน้าหวานของนิรชา

“แล้วเพื่อนเจ้จะมาเมื่อไหร่อ่ะ ผมจะได้เตรียมบ้านรอ”

“จะไปถึงหน้าบ้านแกวันนี้ตอนบ่ายสอง” ข้อความที่ได้ยินผ่านสายโทรศัพท์ทำให้ชายหนุ่มต้องยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูด้วยความตกใจ และหน้าปัดนาฬิกาก็ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองสิบนาที

“อะไรนะเจ้! บ่ายสอง!!! เลยมาแล้วสิบนาที ป่านนี้เพื่อนเจ้ไม่แข็งตายไปแล้วหรอเนี่ย ผมออกมาสวนสาธารณะตั้งแต่บ่ายโมง ทำไมเจ้ไม่โทรมาบอกกันก่อนเนี่ย งั้นผมวางแล้วนะ กลับไปดูเพื่อนเจ้ก่อน” ชายหนุ่มรีบก้าวเดินออกมาจากสวนสาธารณะด้วยความเร่งรีบ เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่ว่าทำไมถึงได้รู้สึกแปลกๆ เช่นนี้ ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้มีผู้หญิงมาอยู่ร่วมบ้านให้ต้องเกิดความกังวลใจไปถึงคนที่เมืองไทย แต่อีกใจก็รู้สึกว่าอยากจะเจอหน้าเพื่อนของพี่สาวคนนี้เสียเหลือเกิน

กว่าสิบห้านาทีที่อนาวินกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากสวนสาธารณะมายังบ้านพักที่อยู่อีกสองซอยถัดมา หญิงสาวร่างสูงโปร่งในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้ม หมวกทรงทริลบี้สีครีมสวมทับอยู่บนศรีษะ เข้ากับแว่นกันแดดสีชาที่ปิดทับใบหน้าส่วนบนเอาไว้ แต่ถึงจะมองจากมุมด้านข้าง ชายหนุ่มก็จำได้ดีว่าผู้หญิงไทยที่ยืนอยู่หน้าบ้านเขา คนที่นิรชาบอกว่าจะมาพักด้วยกันนั้นเป็นใคร

“จะให้ยืนแข็งอยู่ตรงนี้นานไหม ห๊ะ! ไอ่เด็กบ้า” และน้ำเสียงที่คุ้นหูเปล่งออกมาเช่นเก่าก่อนก็ดึงให้อนาวินออกจากภวังค์ และรีบวิ่งมาไขกุญแจบ้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทำหน้าที่ยกกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เข้าไปในบ้านอย่างเต็มใจ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องวางตัวยังไง จนกระทั่งผู้มาเยือนอดทนไม่ไหว

“อ้าวทำหน้าเหมือนเห็นผี นี่ไม่เต็มใจให้อยู่ใช่ไหม จะได้กลับ” ว่าจบก็หันหลังกลับไปที่ประตูบ้านทันที แต่ไวกว่านั้นคือท่อนแขนแข็งแรงของเจ้าของบ้านที่รีบคว้าข้อมือบางของหญิงสาวเอาไว้เสียก่อน

“ทำไมคนแก่ขี้น้อยใจจัง ผมแค่ดีใจ ตกใจ จนทำอะไรไม่ถูกก็แค่นั้นเองนะเจ้กลอน” อนาวินพลิกตัวหญิงสาวให้มาเผชิญหน้ากัน

“ฉันหมดสัญญากับบริษัทแล้ว ตอนนี้เป็นนักแต่งเพลงอิสระ รายได้ก็น้อยกว่าเมื่อก่อน คิดว่าจะมาขออาศัยคนที่นี่อยู่ด้วยเสียหน่อย แต่ดูท่าทางแล้วเจ้าของบ้านจะไม่ค่อยเต็มใจ ฉันไปหาที่อื่นอยู่ก็ได้นะ” กรกวียังคงเชิดหน้าขึ้นไม่ยอมสบตาชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี ก็คนเขาอุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาอย่างยอมจำนนหัวใจตัวเองแล้วว่าในชีวิตนี้คงขาดเจ้าเด็กบ้ากวนประสาทคนนี้ไปไม่ได้แล้ว เลยถือโอกาสที่ตนเองหมดสัญญากับบริษัทเพลงยักษ์ใหญ่ขอแยกตัวออกมาเป็นนักแต่งเพลงอิสระ แล้วก็เดินทางมาหาความรัก และหัวใจของตัวเองที่เมืองผู้ดีแห่งนี้

“ทั้งชีวิตผมก็ดูแลเจ้ได้นะ แค่แฟนคนเดียวไม่เหนือบ่ากว่าแรงของผมหรอกน่า” อนาวินค่อยๆ ดึงคนตรงหน้ามากอดช้าๆ แต่ทว่าอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ

“ใครบอกว่าฉันเป็นแฟนแก” กรกวีพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกของชายหนุ่ม

“ไม่มีใครบอก แต่ผมคิดเอาเอง ก็คู่ของเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครจริงไหมครับ” อนาวินค่อยๆ ดันตัวของกรกวีออก ก่อนจะจรดหน้าผากลงไปบนหน้าผากนูนของคนรัก

“เด็กบ้า!!!”

“คนดื้อ!!!”

รูปถ่ายหลากหลายอิริยาบถของคนสองคนที่ถูกจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน บ้านที่กรกวีไม่ได้กลับมาเกือบสองปี ดอกไม้ที่เธอจัดเองกับมือถูกนำมาวางเคียงกับกรอบรูปที่ริมหน้าต่าง รูปของกรกวีกับอนาวินที่ไม่ได้มีฉากหลังเป็นบรรยากาศรักโรแมนติค แต่กลับเป็นรูปของคนสองคนที่ช่างดูแตกต่างกัน รูปที่กรกวีกำลังยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ แต่อนาวินกลับถือเพียงกระป๋องน้ำอัดลม และอีกรูปที่วางอยู่ใกล้ๆ กันเป็นรูปที่อนาวินกำลังพยายามจะเล่นกีต้าร์แต่กรกวีกลับนั่งอุดหู หญิงสาวอดหัวเราะเบาๆ กับภาพต่างๆ ที่เธอนำมาตกแต่งภายในบ้านไม่ได้ เพราะคู่ของเราช่างไม่เหมือนไม่ใคร และก็ไม่ใช่คู่ที่สมบูรณ์แบบเหมือนใครๆ เขาเสียเลย

“…ไม่ขอให้เป็นเหมือนใคร เพราะมันไม่ใช่เธ๊อ แต่ขอห้ายเปนอย่างเธ๊อทั้งตัวและหัวใจ๊…”[5] เสียงร้องเพลงที่ดังมาจากระเบียงหน้าบ้าน ทำให้กรกวีต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินออกไปยังต้นเสียง

“หยุดร้องเพลงแล้วอ่านตำราเตรียมสอบอัยการของแกต่อไปเถอะ กี่ปีๆ แกก็ร้องเพี้ยนเหมือนเดิมนะ เด็กบ้า!!”

“แล้วเจ้จะไปไหนล่ะนั่น” ยังไม่ทันที่อนาวินจะได้เถียงอะไรกลับ ก็เห็นว่าคนรักกำลังเดินลงไปยังด้านล่างของบ้าน

“ไปเก็บดอกจำปี!!” แล้วภาพที่คุ้นตาก็ปรากฏอยู่ในสายตาของอนาวินทันที กรกวีค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนต้นจำปีต้นใหญ่หน้าบ้าน ก่อนจะค่อยๆ เด็ดดอกจำปีใส่ตะกร้าที่คล้องแขนเอาไว้อย่างเบามือ

“เจ้กลอน!!! ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าปีนต้นไม้แบบนั้น ดื้อจริงๆ” สุดท้ายคนที่ตั้งใจว่าจะเลิกกวนประสาทแล้วนั่งอ่านหนังสือดีๆ กลับต้องย้ายมาที่ม้านั่งใต้ต้นจำปีแทนเสียแล้ว เพราะเป็นห่วงคนดื้อบนต้นไม้นั่นเอง

แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย อายุก็ห่างกันเกือบสิบปี แต่คนทั้งคู่กลับมีหัวใจที่ตรงกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกันในตัวตนของอีกฝ่าย ทั้งคู่รู้ดีไม่มีใครเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่ปรับตัวเข้าหากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความรักของคู่รักคู่อื่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่คู่ของอนาวินกับกรกวีก็เป็นเช่นนี้ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน…

— The End —

[1] เพลงฉันเลว ขับร้องโดย เสาวลักษณ์ ลีละบุตร (ลิขสิทธิ์บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

[2] เพลงเงียบๆ คนเดียว ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ (ลิขสิทธิ์บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน))

[3] เพลงเพื่อเธอ…ตลอดไป ขับร้องโดย ศักดา พัทธสีมา (ลิขสิทธิ์บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน))

[4] เพลงนิยามรัก ขับร้องโดย วง Nuvo (นูโว) (ลิขสิทธิ์บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน))

[5]เพลงไม่ขอให้เป็นเหมือนใคร ขับร้องโดย ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ (ลิขสิทธิ์บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน))

My favourite artist :P

ขอบันทึกความทรงจำ ย้อนตัวเองนิดนึงว่า… ทำไมถึงหลงรักผู้หญิงคนนี้ ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน (ตั้งแต่เด็กๆ)
ข้อความทั้งหมดนี้ คัดลอกมาจาก IG ของเราเอง ><

12144138_414631262079659_222886409_n(1)

My favourite artist ><

ทุกคนคงเข้าใจว่า เราเพิ่งชอบพี่แอม แต่เปล่าเลย… เรายอมรับว่าเราเกิดไม่ทัน 555

เราจำได้ตอนเด็กๆว่า มีคนชอบพูดถึงเพลงกดดัน แล้วท่อนนี้ติดหูเรามาก…

“นั่นแหละคือความกดดัน…”

แต่เราจำได้ว่าเรามาชอบพี่แอมจริงจัง ตอนที่ได้ฟังเพลง “อยากสวย” ท่อนที่บอกว่า

“…ไม่สวย แล้วยังจะปากเสีย…”

พอฟังปุ๊บ! ต้องตบเข่าฉาด ละบอกว่า นี่มันเราชัดๆ ><

 แต่… ก่อนหน้านั้น เราได้ยินชื่อพี่แอม มาตลอด จำได้ตลอดๆ ว่า แอม เสาวลักษณ์ คือดัง คือเก่ง เราก็ฟังเพลงตามรายการทีวี (ตอนนั้นบ้านยังไม่มี internet ==”) เราเห็นพี่แอมในทีวี พร้อมกับทุกคนบอกว่า พี่คือดอกไม้เหล็ก เมื่อก่อนเคยสงสัยมาก ว่า ทำไมอ่ะ? แต่พอเราฟังเพลง ดูเอ็มวี (บางเพลง) ของพี่แอม เราเข้าใจแล้ว >< (ช้าแต่ก็ได้อยู่นะ รึป่าว?!?!?)

ตอน project SEVEN เพื่อนๆ ก็แบบดูคนอื่นกัน ส่วนเราก็ จ้ะ! นั่งจ้องแต่พี่แอม 5555 ณ ขณะนั้นคิด พี่แอมเท่ห์เป็นบ้า ชอบอ่ะ คนแบบนี้ ไอดอลเราชัดๆ 555 แต่ก็ไม่ได้เข้าคลับอะไรกับเขานะ ถามว่าตอนนั้นรู้จักอะไรไหม ไม่เลย _*_ได้แต่ติดตามงานพี่แอมแบบห่างๆ คอนเสิร์ตก็ไม่เคยไปดูเลย (ตอนเด็กๆ พ่อห้าม พอโตมาหมดเงินไปกะผู้ชายเกาหลี ^^”) เลยกลับมาหาแผ่นคอนเสิร์ตดูแทน

สารภาพว่า เพิ่งรู้ว่าพี่แอมมี social network ได้ไม่นาน เพิ่งตามไอจีพี่ได้ไม่กี่เดือน >< เป็นคนออกตัวช้า และก็อยู่ห่างๆ ดูจากไกลๆ ตลอด ☺️ แต่ก็จะติดตามผลงานพี่แอมตลอดไปนะคะ ^____^
ที่มาของรูปนี้ เมื่อเดือนก่อนกำลังหาคาแรคเตอร์ของนางเอกในเรื่องสั้นของตัวเอง ไปเจอรูปนี้ มันใช่ เลยขอเอามามโนนิดนึง (ขออนุญาตในใจนะฮะ :P)

ปล. ที่มาเพ้อย๊าวยาว เพราะลงหลายๆ อย่างเกี่ยวกะพี่แอม ละมีคนมาถามว่า ชอบหรอ? ก็ตอบว่าชอบ ชอบมานานละด้วย แค่ไม่ได้ออกสื่อ 5555  Credit photo: Anonymous (จำไม่ได้ว่าจากเว็บไหนจริงๆ ฮะ :P)
#ampdidi #MyFavouriteArtist#MyLittleSpace

Some songs can refer to my mind [2]: ความดัน(ทุรัง)สูง by Marsha

เนื้อเพลงนี้มันคืออิฉันจริงๆ ดื้อรั้น ไม่ฟังใคร ในบางเวลาก็เป็นเด็กผิดระเบียบ (ที่ไม่สวยเหมือนพี่ช่า) ตลอดๆ อ่ะ ><

ใครสั่งใครสอนอะไร ไม่อยากจะฟังเท่าไร
บางอย่างก็เถียงเป็นไฟ ใครขัดใจไม่ชอบเลย
เมื่อไรที่ฮึดจะทำ ก็อยากจะทำทุกสิ่ง
ยิ่งห้ามยิ่งยุจริงจริง ใครขัดใจไม่ชอบเลย

(ก็อาจบาดเจ็บได้เสมอ คุณเธอไม่เข็ดเลย)

บางอย่างก็รู้กันดี ตัวอย่างก็มีให้ดู
ยังอยากจะเห็นจะดู ลองให้รู้สักตั้งเถอะ
ถ้าอยากจะรักใครใคร ไม่เหมาะไม่ควรเท่าไร
ยังอยากจะทุ่มลงไป ใครขัดใจก็ตามเถอะ

(ก็อาจบาดเจ็บได้เสมอ คุณเธอไม่เข็ดกัน)
ที่จริงคนเราก็เป็นเหมือนอะไรที่ดื้อรั้น

เกี่ยวกับความดันคนเรา มีสูงและมีต่ำ
แต่ความดันทุรัง รุนแรง
เกี่ยวกับความดันในใจ บางคนมันมีอยู่
ข้างข้างคูคู ขอเพียง ได้เถียงกับเขาสักคำ
วันไหนได้ทำ ก็วันนั้น แสนสบายใจ

(ก็อาจบาดเจ็บได้เสมอ คุณเธอไม่เข็ดกัน)
ที่จริงคนเราก็เป็นเหมือนอะไรที่ดื้อรั้น

เกี่ยวกับความดันคนเรา มีสูงและมีต่ำ
แต่ความดันทุรัง รุนแรง
เกี่ยวกับความดันในใจ บางคนมันมีอยู่
ข้างข้างคูคู ขอเพียง ได้เถียงกับเขาสักคำ
วันไหนได้ทำ ก็วันนั้น แสนสบายใจ

(ความดันทุรังสูง) ลดลดลงมาหน่อย
(ความดันทุรังสูง) ลดลดลดลด ลงมาหน่อย
(ความดันทุรังสูง) ลดลดลงมาหน่อย
(ความดันทุรังสูง) ลดลดลดลด ลงมาหน่อย

credit: GMEMBER

CottoN Live in UK EP 6: Sheringham, North Norfolk… แบกเป้ ขึ้นบัส ไปทะเล๊ ทะเล….

EP ก็ยังคงอยู่กับเรื่องเที่ยวๆ อยากจะอวดว่าทะเลแถวๆ Norfolk มันดีงามในสามโลกจริงๆ นะ

ถ้าไป Great Yarmouth มีทั้งทะเลสวย fish and chips สุดอร่อย และสำคัญสุดคนบริติชไปที่เพื่อ Casino ฮ่ะ

ถ้าไป Cromer ก็ต้องไปกินปู๊ กินปู Cromer Crabs มันขึ้นชื่อมากมาย จะบอกว่า ถ้าพกน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรไทยแลนด์แดนสยามไปด้วยละก็… ฟินสุดติ่งกระดิ่งแมวมากกกกก (ก ไก่ ล้านแสนแปดหมื่นกันเลย)

ส่วนที่ที่เราจะรีวิว วันนี้คือ Sheringham อันนี้ทะเลสวย ฟ้าใส บรรยากาศดี๊ดี ชีวิต slow life สุดๆ แถมๆ ด้วย British Railways Museum สุดแสนจะวินเทจ

IMG_1188

จริงๆ ทริปนี้ตั้งใจว่าจะแบกเป้ ขึ้นบัสลุยเดี่ยวไปคนเดียว (กะว่าจะไปเกี่ยวผู้ฝรั่งหล่อๆ ระหว่างทาง) แต่ก็ได้น้องผู้น่ารัก เป็นผู้ร่วมเดินทาง ดีงามสามแสน เพราะเป็นคอเที่ยวแบบเดียวกัน อิอิ

และแล้ว ความคิดที่ว่าจะเก็บตกผู้ฝรั่งหล่อๆ ระหว่างทางนั้น ต้องถูกพับเก็บไป เพราะส่วนใหญ่มากันเป็นคู่ และแต่ละคู่อายุรวมกันเกินร้อยอ่ะ ^^

Sheringham เป็นเมืองที่ค่อนข้างจะวินเทจ และมีสถาปัตยกรรมแบบเก่าๆ อยู่ค่อนข้างเยอะ และผู้คนที่มาที่ก็ใช้ชีวิตแบบ Slow life จริงๆ บ้างก็มาพักผ่อนที่กระท่อมหลากสี ริมหาด จิบชายามบ่ายแก่ๆ ริมหาดสวยๆ กินลม ชมวิวนกบินผ่าน

IMG_1186

IMG_1193

IMG_1207

นอกจากจะเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอทางขึ้น hill ตอนแรกก็งงๆ ว่ามันจะไปไหน เพราะเป็นทางแคบๆ เดินได้ทีละคน ตอนหลังก็เลยถามคนที่เดินผ่านมา พบว่า จริงๆ แล้วมันคือทางขึ้นไปที่ Cliff top เอาล่ะสิ สองเราก็ไม่รอช้าเดินขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ไปไม่ถึงสุดทาง เพราะอยากจะไปชมบรรยากาศตรงอื่นด้วย แต่ cliff ที่เราเดินขึ้นไปถึง ก็สวยงามเอาการอยู่นะ นั่งกินแซนวิช ชมวิวทะเลจากมุมสูง ชีวิตดี๊ดี จริงๆ

IMG_1244

IMG_1251

หลังจากที่นั่งเล่นอยู่บน Cliff สักพัก ก็ตัดสินใจเดินลงมา เปลี่ยนเส้นทางเดินเลียบชายหาดไปอีกด้าน จนไปเจอกับ Fishermen Museum ก็เล่าเรื่องราวของ Sheringham Fishermen มีทั้งจัดแสดงเรือ อุปกรณ์หาปลา แต่ที่ชอบคือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จะมีเสื้อถักด้วยไหมพรม โดยจะมีลายถักที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าคนคนนั้นมาจากครอบครัวไหน ซึ่งมันเจ๋งมาก

IMG_1268

IMG_1266

จบจาก Fishermen Museum ก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดทางเดินเลียบหาด แล้วเราก็ย้อนกลับเข้าไปที่ตลาดเพื่อหา Fish and Chips อาหารประจำชาติของที่นี่กินกัน หลังจากอิ่มอร่อยแล้ว ก็ไปต่อที่ British Railways Museum ที่สร้างเป็นสถานีรถไฟ และมีขบวนรถไฟจาก Sheringham to Hall ซึ่งให้บริการโดยรถไฟโบราณ เครื่องยนต์ดีเซล เป็นรถไฟวินเทจสุดๆ แต่มีไว้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น สำหรับคนที่อยากรำลึก หรือสัมผัสบรรยากาศเก่าๆ ของรถไฟโบราณ นอกจากนี้ในมุมต่างๆ ของสถานีรถไฟก็ยังบอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของ British Railways อยู่มากมาย ได้บรรยากาศสไตล์อังกฤษโบราณจริงๆ นี่ถ้ามีผู้หญิงใส่กระโปรงทรงสุ่ม เสื้อคอเซ็ท พร้อมด้วยหมวกอลังการงานสร้าง ควงแขนมากับผู้ชายในชุดสูดกับหมวกปีกทรงสูง พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางแบบหีบไม้คงเข้ากะบรรยากาศดีไม่หยอกนะ ><

IMG_1319

IMG_1336

และวันนี้ก็ปิดทริปนี้ที่ British Railways Museum เพราะได้เวลาขึ้นรถบัสกลับนอริชพอดิบพอดี เป็นทริปที่ถ่ายรูปอิ่มมาก เมมไอโฟนห้าเอสเกือบเต็มเลยทีเดียว ฮ่าๆ

ส่วน EP หน้าจะเล่าเรื่องอะไรนั้นโปรดติดตาม… แม้ว่าตัวคนเขียนจะเสร็จสิ้นภาระกิจการเรียน และเดินทางถึงสยามประเทศเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็จะตามมาอัพเรื่องราวดีๆ ต่อไปเรื่อยๆ นะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดการภาระหน้าที่การงานของตัวเองด้วยว่าจะมีเวลามาอัพถี่แค่ไหน อิอิ (บางทีมันก็คือข้ออ้างในความขี้เกียจของอิฉันนี่เอง :P)